ยำบะหมี่เป็ดย่าง


เราได้เป็ดย่างของฝากจากพี่สาว ที่หอบหิ้วขึ้นเครื่องมาจากกรุงเทพตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว 2 กล่อง เราทานกันเล่นๆ ไปแล้วกล่องครึ่ง ส่วนที่เหลือเรานำเข้าตู้เย็นเพราะทานกันต่อไม่ไหว ฟรีซไว้จนเกือบลืม พอดีวันนี้อยู่ว่างๆ เลยไปจัดระเบียบตู้เย็นใหม่ เห็นกล่องเป็ดย่างวางเกะกะอยู่เลยหาเรื่องกำจัด จะเอามาทานเปล่าๆ ก็เบื่อแล้ว สมองอันน้อยนิดของเราก็เริ่มทำงาน ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก สุดท้ายก็เลยได้เมนูยำบะหมี่เป็ดย่าง (สูตรมั่วเอาเอง หาจากที่ไหนไม่ได้ ฮ่าฮ่า) ว่าแล้วแม่ครัวก็เริ่มปฎิบัติการแปลงโฉมเป็ดย่างให้เป็นยำสุดแสนแซ่บ มาดูกันเลยค่ะว่าแม่ครัวจอมมั่วจะมาทำเป็ดย่างพันปีให้เป็นเมนูแสนอร่อยได้ยังไงเอ่ย

สิ่งที่้ต้องเตรียม
บะหมี่ 1 ก้อน
เนื้อเป็ดย่าง 150 กรัม
น้ำเป็ดย่าง 1 ถ้วย
กุ้งแห้ง 20 กรัม
ตะไคร้ 4 หัว
หอมแดง 3 หัว
พริกแห้ง 4 เม็ด
มะนาว 1 ลูก
พริกขี้หนู 8-9 เม็ด
สาระแหน่ 3 ช่อ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำยำบะหมี่เป็ดย่าง
– เริ่มจากนำเส้นบะหมี่ไปลวกน้ำเดือดจัดจนนิ่ม ตักผ่านน้ำเย็น ใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ เสร็จแล้วใส่จานเตรียมไว้

– ตะไคร้ซอยบางๆ ส่วนหอมแดงก็ซอยเตรียมไว้เช่นกัน (เราใช้หอมแขกเพราะจะหวานกรอบกว่าหอมแดงบ้านเรา)

– ส่วนกุ้งแห้งแช่น้ำจนนิ่ม แล้วนำไปทอดให้กรอบ พริกแห้งตัดเป็นท่อนๆ แล้วนำไปทอดให้กรอบเช่นกันเตรียมไว้

– จากนั้นนำบะหมี่ใส่ลงไปในชาม

– ใส่น้ำเป็ดย่างลงไป ใส่ตามปริมาณที่ชอบ เราเอาแค่พอชุ่มน้ำเท่านั้นเอง ใส่เยอะไปกลัวรสชาติจะออกหวานเกิน แต่ใครชอบยำน้ำขลุกขลิกก็ใส่เยอะหน่อยก็ได้ค่ะ

– ฉีกเป็ดย่างใส่ลงไป คลุกให้เข้ากัน (ตอนอุ่นเป็ดย่างลืมใส่น้ำเป็ดย่างลงไปด้วย เนื้อเป็ดเลยออกแห้งๆ ไปนิดนึง)

– จากนั้นใ่ส่ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอยลงไป ปรุงรสด้วย น้ำปลา และน้ำมะนาว คลุกเบาๆ ให้เข้ากัน

– ใส่กุ้งแห้งทอดลงไป

– ตามด้วยสาระแหน่เด็ดใบ เสร็จแล้วคลุกให้เข้ากัน ชิมรสปรุงเพิ่มได้ตามชอบ

– เสร็จแล้วตักใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกแห้งทอด ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

พอทำเสร็จแล้วยกออกมาิเสิร์ฟ แค่ตักชิมคำแรกก็ได้รับคำชมเลยว่าอร่อย (คนทำยิ้มแก้มแทบปริเลย ปกติก็อ้วนจนแก้มจะปริอยู่แล้ว ฮ่าฮ่า)

หน้าตาดีแถมอร่อยเว่อร์ นั่งอัพบล็อคไปด้วยก็น้ำลายสอไปด้วย แซ่บๆ แบบนี้พรุ่งนี้เจอกันใหม่อีกจาน ใครว่างมาทานด้วยกันนะคะ

ผัดกะหล่ำปลีวุ้นเส้น


เมื่อวานเรามีนัดออกไปทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อนๆ  แต่ก่อนจะออกบ้านเราต้องเตรียมอาหารให้กับคนที่บ้านก่อน เห็นบอกว่าอยากทานผัดโป๊ยเซียน ผัดโป๊ยเซียน เค้าต้องใช้ส่วนประกอบตั้งแปดอย่าง ของในตู้เย็นเรามีไม่ค่อยครบ เลยทำแค่ผัดกะหล่ำปลีใส่วุ้นเส้นให้ทานก็แล้วกัน สำหรับคนทานขอให้อร่อยก็พอแล้ว ไม่มีเวลามานั่งนับหรอกว่ามีครบแปดอย่า่งหรือเปล่า มาค่ะเรามาทำผัดโป๊ยเซียนสูตรลักไก่กันดีกว่าค่ะ แต่ชื่อลงในบล็อคเราไม่กล้าเรียกว่าผัดโป๊ยเซียน เดี๋ยวคนอื่นมาดูแล้วบอกว่าไม่เห็นครบแปดอย่างซักหน่อย ริอาจมาเรียกผัดโป๊ยเซียน 555

สิ่งที่ต้องเตรียม
กะหล่ำปลี 1/2 หัว
หมูสับ 150 กรัม
เห็ดหอมแห้ง 4-5 ดอก
มะเืขือเทศ 3 ลูก
พริกชี้ฟ้า 4 เม็ด
วุ้นเส้น 30 กรัม
กระเทียม 5 กลีบ
ซอสหอยนางรม 2  ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำผัดกะหล่ำปลีวุ้นเส้น
– ก่อนอื่นต้องนำกะหล่ำปลีมาซอย แล้วล้างน้ำให้สะอาดแล้วพักไว้ก่อน

– มะเขือเทศก็หั่นเป็นเสี้ยวๆ เตรียมไว้

– วุ้นเส้นแช่น้ำให้นิ่มก่อน แล้วตัดเป็นท่อนเตรียมไว้

– เห็ดหอมแห้งก็แช่น้ำใ้ห้นิ่มก่อนเ่ช่นกันค่ะ เสร็จแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ

– กระเทียมปอกเปลือกทุบแล้วสับหยาบๆ ส่วนพริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบเตรียมไว้ (คนทำชอบรสจัด เลยแอบใ่ส่พริกลงไปด้วยจะได้เผ็ดๆ แ่ต่ทำให้คนอื่นทาน ฮ่าฮ่า)

– นำกระทะใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ พอร้อนใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม
– ใส่หมูสับลงไปผัดสุก ใส่เห็ดหอม พริกชี้ฟ้า มะเขือเทศ และกะหล่ำปลี ผัดให้เข้ากัน

– ปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาลทราย

– เติมน้ำลงไปเล็กน้อย ผัดพอผักสุกใส่วุ้นเส้นลงไป ผัดให้เข้ากัน

– พอวุ้นเส้นสุกแล้ว เราก็ปิดไฟ ชิมรสอีกครั้ง (อร่อยใช้ได้ 555)

ตักใ่ส่จานยกเสิร์ฟร้อนๆ กับข้าวสวย แค่นี้ก็ได้อาหารที่อร่อยและแสนง่ายๆ

ซูำมให้ดูใกล้ๆ หน้าตาก็น่าทานดีใช่มั๊ยคะ

ต้มข่าไก่นมสด


เดี่ยวนี้ใครๆ เค้าก็หันมาใส่ใจกับสุขภาพกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือเรื่องของอาหารการกิน ร้านอาหารประเภทร้านที่ทำเมนูเพื่อคนรักสุขภาพ เปิดกันกลาดเกลื่อนไปหมด แล้วก็ขายดิบขายดีกันเกือบทุกร้านด้วยซิ ทำให้เราย้อนหันกลับมามองตัวเอง เราก็คนรักตัวเองนะ (แอบเห็นแก่ตัวด้วยนิดๆ ฮ่าฮ่า) แต่ทำไมเราชอบทำร้ายตัวเองก็ไม่รู้ 555+  อาหารการกินก็ทำเองเกือบทั้งนั้น แต่ทำไมไม่เลือกสรรสิ่งที่ดีต่อสุขภาพมาให้ตัวเองได้กินบ้างนะ (ก็เป็นคนชอบทานอะไรตามใจปากไง ถามด๊ายยย) วันนี้เลยลองมาคิดๆ ดูว่าเราน่าจะทำเมนูอะไรซักอย่างที่ไม่เป็นการทำร้ายตัวเองมากเกินไปนัก แต่ก็อดที่จะไม่ทานหมู เห็ด เป็ด ไก่ ไม่ได้ด้วยซิ เอาเป็นว่ามากินของที่ชอบเหมือนเดิม แต่ปรับเปลี่ยนสูตรและเครื่องปรุงไปบ้าง ก็น่าจะถือว่าเป็นการได้เริ่มต้นดูแลสุขภาพของตัวเองบ้างแล้ว เมนูต้มข่าไก่ของเราวันนี้ก็จะเปลี่ยนจากกะทิมาเป็นนมสดแทน แล้วยังเพิ่มสมุนไพรเข้าไปอีก เช่น ลำไยอบแห้ง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ โดยเฉพาะลำไยอบแห้งเป็นของที่มีคุณค่าและดีต่อสุขภาพมากๆ ก็น่าจะพอช่วยให้เป็นคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นบ้างแหล่ะน่า 555 ว่าแล้วมาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
น่องไก่ติดสะโพก 1 ชิ้น (จะให้ดีลองเปลี่ยนมาเป็นเนื้อส่วนอกไก่นะคะ)
เลือดไก่  1/2 ก้อน
เห็ดแชมปิญอง 150 กรัม
นมสด 200  มล.
ลำไยอบแห้ง 10 กรัม
ข่าอ่อน 4-5 แว่น
ตะไคร้ 3 ต้น
หอมแดง 2 หัว
พริกขี้หนู 10-15  เม็ด
ใบมะกรูด 3-4 ใบ
มะนาว 1 ลูก
ผักชีฝรั่ง  4-5ใบ
ผักชี 2-3  ต้น
พริกแดงสำหรับเพิ่มสีสรร 1 เม็ด
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
น้ำปลา 2-3  ช้อนโต๊ะ

วิธีทำต้มข่าไก่นมสด
– เริ่มจากนำไก่ไปล้างน้ำแล้วสับเป็นชิ้นๆ ขนาดพอดีคำ

– ส่้วนเลือดไก่ก็หั่นเป็นชิ้นๆ พอดีคำเช่นกันค่ะ (ที่ใส่เลือดไก่นี่ความชอบส่วนตัวค่ะ ถ้าใครไม่ชอบไม่ต้องใส่ก็ได้ค่ะ)

– เห็ดแชมปิญองล้างน้ำแล้วฝานเป็นแว่นๆ ดังรูปด้านล่างนะคะ

– ผักชีฝรั่งก็นำมาซอย พริกแดงหั่นตามยาว พริกขี้หนูก็ทุบพอหยาบๆ เตรียมไว้

– ข่าหั่นเป็นแว่นๆ ตะไคร้หั่นแฉลบ หอมแดงผ่าเป็นชิ้นๆ ใบมะกรูดก็ฉีกเตรียมไว้

– ใส่น้ำเปล่าลงไปในหม้อยกขึั้นตั้งไฟ ใส่ข่า ตะไคร หอมแดง และเกลือป่นลงไป

– พอน้ำในหม้อเดือดจัด ใส่เนื้อไก่ลงไปต้ม

– ตามติดมาด้วยลำไยอบแห้ง (ข้อดีอีกอย่างของการใส่ลำไยอบแห้ง จะทำให้ได้รสชาติหวานกลมกล่อมเป็นธรรมชาติ แบบไม่ต้องพึ่งน้ำตาลยังได้เลยค่ะ)

– ต้มจนไก่สุก จึงใส่เลือดไก่ และเห็ดแชมปิยองลงไป

– พอเห็ดสุก ลดไฟใช้ไฟอ่อน ใส่นมสดลงไป  คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนู ผักชีฝรั่ง และพริกแดงลงไป
– ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสตามชอบ ปิดไฟ

– ตักใส่ถ้วยโรยหน้าด้วยผักชีซอย แล้วยกเสิร์ฟร้อนๆ ได้ทันทีค่ะ (เราแอบลืมใ่ส่ผักชี กินจนอิ่มแล้วมานึกขึ้นได้ โก๊ะจริงๆ ช๊าน)

จัดแบบซูมๆ อีกรอบค่ะ น่าตาพอทานได้มั๊ยเอ่ย



ลำไยอบแห้ง
สั่งซื้อลำไยอบแห้งที่นี่ 

สังขยาฟักทอง


วันนี้จะพาเพื่อนๆ มาลดความอ้วนกันคะ ด้วยการหาเรื่องหม่ำสังขยาฟักทองยังไงล่ะคะ (มันลดความอ้วนตรงไหนค๊านี่ อิอิ) จริงๆ ก็พูดไปงั้นแหละค่ะ ก็รู้ทั้งรู้ว่ากินเข้าไปก็มีแต่อ้วนกับอ้วน จะให้ทำไงได้ล่ะก็มันอยากกินนี่นา กินวันนี้แล้วค่อยไปลดวันหลังก็แล้วกันน๊า (ข้ออ้างของคนเห็นแก่ิกิน แฮ่ ๆ) ตั้งใจว่าทำเสร็จแล้วจะขอกินแค่นิดเดียวเอง ให้คลายความอยากลงไปบ้างก็พอ ที่เหลือจะยกให้เพื่อนๆ เอาไปแบ่งกันอ้วนบ้าง มาค่ะใครอยากกินก็เข้าครัวมาช่วยกันทำเลยดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
ฟักทอง 150 กรัม
ไข่ไก่ 3 ฟอง
นมสด 200 มล.
กะทิ 150 มล.
น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
ใบเตย 2 ใบ

วิธีทำสังขยาฟักทอง
– ก่อนอื่นต้องนำฟักทองมาปอกเปลือกออก แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ตามรูปด้านล่างเลยค่ะ (เราไม่มีฟักทองเป็นลูก เลยใช้ฟักทองเป็นชิ้นๆ แทน )

– ต่อไปก็มาตอกไข่ใส่ชาม

– ใช้ตะกร้อตีไข่ให้แหลก ไม่จำเป็นต้องตีให้ขึ้นฟูเหมือนทำเบเกอรี่ก็ได้ค่ะ เพราะยังไงเดี๋ยวก็ยุบอยู่ดีแหละคะ

– จากนั้นนำใบเตยไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วตัดเป็นท่อนๆ ใส่ลงไปในชามไข่แล้วขยำๆ

– ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่น แป้งข้าวจ้าว กะทิ และนมสดลงไป

– แล้วขยำต่อให้ทุกอย่างเข้ากันดี (ขยำจนใบเตยเกือบละเอียดเลยทีเดียวเรา พลังเยอะจริงๆ อิอิ)

– นำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง (เราหาผ้าขาวบางไม่เจอ จำไม่ได้ว่าเอาไปซุกไว้ที่ไหน เลยใช้กระชอนตาถี่ๆ แทน ก็พอช่วยได้ค่ะ)

– เสร็จแล้วตักส่วนผสมใส่ถ้วย จัดเรียงวางในรังถึง

– ใส่ฟักทองที่หั่นเป็นชิ้นๆ ลงไป กะให้พอดี เราใส่ประมาณ 6-7 ชิ้น แล้วนำไปนึ่ง (ซึ่งเรานำหม้อใส่น้ำยกขึ้นตั้งไฟทิ้งไว้ให้น้ำเดือดรอก่อนแล้ว) ปิดฝาหม้อนึ่งทิ้งไว้

– ใช้เวลาในการนึ่งประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ (สงสัยเราจะใช้ไฟแรงไป เลยทำให้หน้าขนมไม่เนียนเอาซะเลย)

– เสร็จแล้วยกออกจากรังถึงนึ่ง แค่นี้เราก็จะได้สังขยาฟักทองอร่อยๆ เอาไว้ทานแล้วค่ะ

พอทำเสร็จแล้วแม่ครัวจัดการไปก่อนหนึ่งถ้วย อร่อยที่สุดเลยค่ะ

ทานด้วยกันซักถ้วยมั๊ยคะ

ส่วนผสมที่เหลือเราก็เลยใส่ฟักทองลงไปรวมๆ กัน แล้วยกใส่รังถึงนึ่งทิ้งไว้ แบบไม่ค่อยจะใส่ใจซักเท่าไหร่ แต่ปรับใช้ไฟอ่อนๆ เพราะไม่มีเวลามานั่งเฝ้าจะรีบไปถ่ายรูปขนมที่ทำเสร็จแล้ว แต่พอกลับมาดูอีกที ว๊าวๆๆๆๆ เนื้อเนียนสวยม๊ากมาก

เห็ดเข็มทองผัดเต้าหู้ปลา


กลับมาแล้วค่ะ กลับมาเข้าสู่โหมดปกติแล้ว หลังจากที่ระเหเร่ร่อนมานาน ไปโน่นทีไปนี่ทีแล้วแต่ว่าใครจะเรียกไปใช้งาน (ฮ่าฮ่า คนของประชาชนก็งี้แหละค่ะ ใครๆ ก็เรียกร้อง ) อีกอย่างสถานที่ที่บ้านก็ไม่เอื้อต่อการทำอาหารด้วย เวลาอยู่บ้านก็เหมือนกับอยู่ท่ามกลางมรสุมฝุ่นปูนยังไงไม่รู้ ไม่อยากบอกเลยว่าขนาดแขกมาบ้าน ยังไม่มีน้ำมาเสิร์ฟและไม่มีที่จะให้แขกนั่งด้วยซ้ำ ใครที่มาบ้านของเราช่วงที่ผ่านๆ มาก็ต้องขออภัยด้วยก็แล้วกันนะคะ อย่าพึ่งเข็ดคราวหลังมาอีก ทีนี้จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเลยเชียว ขนาดอาหารที่จะทานในแต่ละมื้อยังต้องออกไปหากินจากนอกบ้านเลย แล้วเรื่องที่จะทำอาหารมาฝากเพื่อนๆ บนบล็อคแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ อ้อ! พูดมาถึงเรื่องการทำอาหาร ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่ามีคนมาถามว่าทำร้านอาหารอยู่เหรอ? ไปเรียนทำอาหารมาจากที่ไหนเหรอ? และอีก ฯลฯ จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยทั้งสองอย่าง อยากจะบอกว่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ไม่มีความเก่งกาจในด้านการทำอาหารอะไรมากนัก เพียงแค่เป็นคนที่ชื่นชอบและหลงไหลการทำอาหาร และเป็นสิ่งเดียวที่สมกับการเป็นลูกสาวแม่ (นอกนั้นไม่ได้แม่มาซักอย่าง พ่อยังไงลูกยังงั้น ฮ่าฮ่า) ที่ทำออกมาลงบนบล็อกก็ไม่อยากให้ใครคิดว่าเป็นพวกจำอวดและชอบโชว์ หรือจะทำมาหากินแข่งกับใคร เพียงแค่อยากมาแบ่งอยากมาแชร์ประสบการณ์จริงในการทำอาหารเท่านั้น และเราก็เคยพูดติดปากเป็นประจำว่า สูตรการทำอาหารนั้นไม่ได้มีอะไรตายตัว ทำไปชิมไปแค่ถูกปากคนกิน และถูกปากคนทำแค่นี้ก็เป็นอันใช้ได้แล้วค่ะ มีอะไรอยู่ในครัวก็เอามาดัดแปลงทำๆ ไป ก็กินได้ทั้งนั้นแหละค่ะ แต่หากใครมีคำแนะนำหรือติชมสามารถเข้า้ไปเม้นในเฟซบุ๊คได้นะคะ แม่ครัวตัวน้อยๆ คนนี้จะน้อมรับคำติชมทุกเม้นเลยค่ะ แต่ตอนนี้เรามาเข้าครัวทำเมนูเห็ดเข็มของผัดเต้าหู้ปลาทานกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
เห็ดเข็มทอง 1 ห่อ (จำไม่ได้ว่ามันมีกี่กรัม)
เ้ต้าหู้ปลา 1 ห่อ (250 กรัม)
กระเทียมสับ 7-8 กลีบ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำเห็ดเข็มทองผัดเต้าหู้ปลา
– ก่อนอื่นเราต้องนำเต้าหู้ปลาไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ก่อน ทอดให้สีเหลืองนวลจนทั่ว เสร็จแล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

– ทีนี้ก็นำเห็ดเข็มทองมาตัดส่วนโคนทิ้ง แล้วล้างน้ำให้สะอาดเตรียมไว้
– ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ใช้ไฟกลาง พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม

– ใส่เห็ดเข็มทองตามลงไปผัด

– เิติมน้ำซุปลงไปเล็กน้อย ปรุงรสด้วย ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน

– จากนั้นละลายแป้งข้าวโพดกับน้ำเปล่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใ่ส่ลงไปในกระทะ คนเบาๆ ให้แป้งใส เสร็จแล้วปิดไฟ

– ทีนี้ก็นำเต้าหู้ปลาทอดมาจัดใส่จาน แล้วตักผัดเห็ดเข็มทองราดลงบนเต้าหู้ปลา แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

เห็ดเข็มทองผัดเต้าหู้ปลาพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ มาค่ะมาทานด้วยกัน ช้าหมดอดไม่รู้ด้วยนะคร๊า ฮ่าฮ่า

 

คั่วขี้เหล็กใส่หน่อไม้

จำไม่ได้ว่าเมนูคั่วขี้เหล็กใส่หน่อไม้นี้ทำไว้ตั้งแต่ชาติที่ไหนแล้วไม่รู้ อิอิ แต่ที่แน่ๆ คิดว่าคงจะเป็นควันหลงจากเทศกาลหน่อไม้ต้มโปร่งของเราแน่เลย ที่เคยบอกไว้ว่าถึงฤดูหน่อไม้ทีไรเรากินทุกวัน กินจนขาจะไม่มีแรงเลยทีเดียวโดนแม่ด่าประจำ  เวลาแม่โทรหาทีไรแล้วถามว่ากินข้าวกับอะไร คำตอบที่ได้ไม่เคยพ้นเมนูหน่อไม้เลย ขบวนการที่ชอบกินของไม่มีประโยชน์นี่ต้องยกให้เราเลย ใครไม่กินด้วยก็กินคนเดียว (ก็มันของอร่อยนี่นา ชอบอะไรก็จะกินอันนั้นแหล่ะ ใครไม่กินก็ช่าง หาอย่างอื่นให้กินก็จบ อิอิ) บอกแล้วอะไรที่มีประโยชน์พิชญาไม่รับทานค่ะ หุหุ  (แต่ขี้เหล็กก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้างคงจะช่วยเบรคหน่อไม้ได้บ้างแหละน๊า อิอิ) ตอนนี้เรามาดูเมนูสุดแปลกกันดีกว่าค่ะ สูตรนี้เป็นสูตรของต้นตระกูลเลยก็ว่าได้ หากินที่ไหนไม่ได้ เราทำทีไรแบ่งให้เพื่อนบ้าน ติดใจกันทุกรายแล้วยังมีย้ำมาด้วยนะ ว่าวันหลังทำเมนูนี้อย่าลืมเรียกเค้าเชียว อิอิ อาหย่อยใช่ไม๊ล่า (และมันก็จะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ทานคนเดียวไม่หมด)

สิ่งที่ต้องเตรียม
ดอกขี้เหล็ก 2 ถ้วย
หน่อไม้ต้ม 1-2 หาง (ไม่ต้องใส่เยอะก็ได้ค่ะ )
หมูสามชั้น 200 กรัม
พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 2 หัว
กระเทียม 6 กลีบ
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำคั่วขี้เหล็กใส่หน่อไม้
– ก่อนอื่นต้องนำดอกขี้เหล็กมาเด็ดเอาเฉพาะยอดตูมเท่านั้น แล้วล้างน้ำให้สะอาด นำไปต้มในน้ำเดือด พอดอกขี้เหล็กสุกนิ่มดีแล้วตักใส่ตะแกรงพักไว้ให้เย็น
– จากนั้นนำดอกขี้เหล็กใส่ลงไปในถุงผ้าขาวบาง แล้วนำไปขยำกับน้ำให้ความขมออก ทำประมาณ 3 รอบ หรือจนกว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่เราทานได้ (พอเสร็จแล้วก็จะได้ดอกขี้เหล็กประมาณรูปด้านล่างค่ะ)

– ทีนี้ก็นำหน่อไม้มากรีด คล้ายๆ กับตอนที่เราจะทำยำหน่อไม้ใส่น้ำปู๋นั่นแหละค่ะ

– ส่วนหมูสามชั้นก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อที่เราจะนำไปรวนให้เป็นกากหมู

– นำพริกป่น หอมแดง และกระเทียม ใส่ครก ตำให้ละเอียด ใส่ดอกขี้เหล็ก และหน่อไม้ต้มลงไปตำในครกด้วยกัน (ใช้ครกตำส้มตำนะคะ ใหญ่ดีค่ะ)
– เสร็จแล้วตักใส่ีชามใบใหญ่ไว้ ส่วนกะปิก็นำไปละลายกับน้ำต้มสุกเล็กน้อย  คนจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ตักใส่ลงไปในชาม ปรุงรสด้วยน้ำปลา และผงปรุงรส คนให้เข้ากันดี

– เตรียมกระทะยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำมันเล็กน้อย พอร้อนใส่หมูสามชั้นลงไปรวนจนกรอบ ตักหมูขึ้น (หรือจะเขี่ยๆ ไว้ข้างกระทะก็ได้)
– ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม ตักส่วนผสมที่ปรุงไว้ในชามลงไปผัดรวมกับกากหมู  ใช้เวลาในการผัดซักครู่ใหญ่ๆ ปิดไฟ

– ตักคั่วขี้เหล็กใส่หน่อไม้ใส่จานยกเสิร์ฟร้อนๆ ได้ข้าวเหนียวซักกระติ๊บงานนี้ขอเลิกคบคนอื่นๆ ชั่วคราว กินเสร็จแล้วค่อยว่ากันอีกที อิอิ

หน้าตาอาจดูขี้เหร่ แต่อร่อยถูกปากแม่ครัวมากๆ (แล้วคนอื่นเค้าจะกินได้มั๊ยนี่ ใครอยากลองต้องมาเคาะประตูบ้านช่วงเทศกาลหน่อไม้ก็แล้วกันคร่า รับรองได้กินแน่นอน อิอิ)

พาสต้าผัดซอสมะเขือเทศ

วันนี้มีเรื่องรีบร้อนให้ออกจากบ้านแต่เช้าอีกแล้วค่ะ แต่จะให้รีบยังไงก็ต้องให้ท้องอิ่มซะก่อน เอาง่ายๆ ก็แล้วกันวันนี้เราจะทำพาสต้าผัดซอสมะเขือเทศ เรากะว่าจะทำทานแค่คนเดียว  แต่ด้วยความลืมตัวพอลงมืิอทำกลับทำซะเยอะเลย ทานคนเดียวไม่หมดเลยต้องตักใส่กล่องเอาไปส่งให้เพื่อนข้างบ้านและเพื่อนที่ปากซอยด้วยอีกคนละกล่อง วันนี้เลยอิ่มอร่อยจากปากซอยยันท้ายซอยเลยว่างั้นค่ะ อิอิ

สิ่งที่ต้องเตรียม
พาสต้าแบบเกลียว 150 กรัม
ไส้กรอกรมควันหั่นแว่น 2 ชิ้น
ไข่ไก่ 2 ฟอง
หอมใหญ่ 1 หัว
พริกหวาน เขียว/เหลือง/แดง หั่นเต๋า อย่างละ 1/2 ลูก
แครอท 1/2 หัว
พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
ซีอิ้วขาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำพาสต้าผัดซอสมะเขือเทศ
– ก่อนอื่นต้องนำเส้นพาสต้าไปต้มก่อนค่ะ วิธีต้มเส้นพาสต้าก็เหมือนกับตอนทำ พาสต้าผัดเห็ดแชมปิญอง นั่นแหล่ะค่ะ

– จากนั้นนำกระทะใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ พอร้อนใส่หอมใหญ่ลงไปผัดให้หอม ใส่ไส้กรอก แครอท และพริกหวาน ลงไปผัดให้เข้ากัน

– ใส่เส้นพาสต้าลงไปผัด ปรุงรสด้วย ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน

– ทำหลุมตรงกลางกระทะ ตอกไข่ใส่ลงไปทั้ง 2 ฟอง ยีๆ ให้ไข่พอแตก รอจนไข่ด้านล่างสุก แต่ด้านบนยังเละๆ อยู่ คนเบาๆ ให้เข้าักัน

– ใส่ซอสมะเขือเทศลงไป ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ ใส่พริกไทยป่นลงไป คนอีกครั้ง ทีนี้ก็ตักใส่จาน

แค่นี้ก็ได้พาสต้าผัดซอสมะเขือเทศจานใหญ่ๆ เอาไว้ทานแล้วค่ะ อร่อยและง่ายจนไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่านี้แล้วค่ะ (นี่คือความมักง่ายของแม่ครัว อิอิ)

หน้าตาพอไปวัดไปวาตอนมืดๆ ได้ใช่ไหมคะ (ไม่รู้ว่าที่แบ่งให้เพื่อนไปทาน เค้าจะทานจริงๆ หรือปาทิ้งก็ไม่รู้เนาะ 555)

มะเขือยาวผัดเต้าเจี้ยว


วันนี้เราเลยทำมะเขือยาวผัดเต้าเจี้ยวทานเป็นมื้อกลางวัน ส่วนมื้ออื่นๆ เราขอฝากท้องกับครัวนอกบ้านก็แล้วกัน (พักหลังนี่ชักเริ่มขี้เกียจแล้วซิ) เมื่อไหร่บ้านเราจะเข้าที่เข้าทางซักทีน๊า เศษฝุ่นเศษปูนเลอะเทอะไปหมด ช่างก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม นี่ขนาดเราเปลี่ยนช่างมาแล้วชุดหนึ่งนะ ช่างชุดแรกเข้ามาทำงานตอนเช้า 9 โมงกว่าๆ พอ 11 โมง กลับออกไปทานข้าวเที่ยง กลับเข้ามาอีกทีบ่าย 2 โมงครึ่ง ทำงานไปคุยกันไปเราได้ยินเค้าถามกันว่านี่กี่โมงแล้ว อีกคนตอบบ่าย 3 โมงกว่า ซักพักเห็นเก็บของแล้วซิ่งมอเตอร์ไซด์ออกไปกันหมดแล้ว โอ้มายก๊อด! แล้วเมื่อไหร่งานจะเสร็จซักทีนี่ เราทนเค้าได้แค่ 2 วัน อีกวันเราเรียกคนเป็นหัวหน้าที่รับงานมาคุย แล้วบอกยกเิลิกการจ้างไปเลย แล้วก็ต้องมานั่งหาช่างเจ้าใหม่อีก ช่างบางรายโหดมากงานแค่นิดเดียว แต่คิดราคาเกือบจะเท่ากับทำบ้านทั้งหลังเลย หาใหม่เรื่อยๆ จนได้ช่างคนปัจจุบัน โอเคทำงานก็พอใช้ได้ พูดน้อยมาเช้าดีและก็อยู่ทำงานจนเย็น (เสียอย่างเดียวมีลูกมือไม่เยอะ งานก็เลยต้องล่าช้า) แต่เราก็เอาใจสุดฤทธิ์ พอช่างมาถึงมีชงกาแฟร้อนให้ดื่ม สายๆ ต่อด้วยกระทิงแดง ระหว่างวันมีขนมให้ทานตลอด ตกเย็นเลี้ยงเหล้าแถมอีกด้วย (ขอเพียงแค่ทำงานให้เร็วๆ และทำออกมาให้ดีด้วยก็แล้วกัน อิอิ) แต่ก็ยังแอบมีวันหยุดอีกด้วยนะ พึ่งรู้ว่าช่างเค้าก็ทำงานมีวันหยุดซะด้วย (นึกว่าทำให้เสร็จจ๊อบแล้วค่อยหยุดพัก เพราะงานของเราถ้าทำเต็มที่ก็ไม่น่าจะเกิน 10 วัน เอ๊ะ หรือว่าจะเกินเพราะนี่ก็ทำไปหลายวันแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ 555) ที่บ้านเราอะไรที่พอทำได้เราจะลงมือทำกันเอง 2 คน บอกตรงๆ ว่าขี้เกียจง้อคนอื่น นอกจากจะเรื่องมากแล้วยังไม่ได้ดั่งใจอีกตะหาก นี่ถ้าทำงานช่างเป็นจะปลูกบ้านเองเป็นหลังๆ ไปเลย 555 ตายล่ะพูดเรื่องอาหารอยู่ดีๆ ไหงกลายมาบ่นเรื่องบ้าน แทนซะนี่ สงสัยท่าจะแก่มากแล้วเราเริ่มบ่นได้ทุกเรื่อยเลย มาค่ะมาดูวิธีทำมะเขือยาวผัดเต้าเจี้ยวของเรากันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
มะเขือยาว 3 ลูก
เนื้อหมู 70 กรัม
พริกขี้หนู 4 เม็ด
พริกแดง 1-2 เม็ด
กระเทียม 1 หัวเล็ก (กระเทียมไทยค่ะ)
โหระพา 1 ช่อ
เต้าเจี้ยว 2-3 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำเปล่าเล็กน้อย

วิธีทำมะเขือยาวผัดเต้าเจี้ยว
– มะเขือยาวเลือกลูกอ่อนๆ นะคะ ผ่าดูข้างในเม็ดจะต้องไม่เป็นสีเข้ม ตัดส่วนก้านและหมวกทิ้งไป ล้างน้ำให้สะอาด

– หั่นมะเขือยาวแบบแฉลบ บางคนเค้าชอบตัดเป็นท่อนๆ แล้วผ่าครึ่ง แต่เราไม่ชอบเวลาผัดออกมาแล้วจะแอบแข็งนิดๆ ไม่ค่อยนิ่ม หั่นเสร็จแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ มะเขือจะได้ไม่ดำ (นี่ขนาดแช่แล้วนะผัดออกมายังดำปี๋เลย 555)

– ทีนี้ก็นำพริกขี้หนู (เม็ดสีเขียวนะคะ) ใส่ครกตำพร้อมกับกระเทียม ตำแค่พอหยาบๆ ค่ะ เสร็จแล้วตักใ่ส่้ถ้วยเตรียมไว้

– ส่วนหมูก็หั่นเป็นชิ้นบางๆ ไว้ค่ะ

– โหระพาก็เด็ดเอาเฉพาะส่วนใบๆ และยอดอ่อนค่ะ

– จากนั้นนำกระทะใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ พอร้อนใส่กระเทียมและพริกลงไปผัดให้หอม ใ่ส่เนื้อหมูตามลงไปผัด

– พอเนื้อหมูหด ใส่มะเืขือลงไป ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย

– พอมะเขือเกือบสุก ใส่เต้าเจี้ยวลงไป ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย (เราไม่ไ้ด้ใส่ซีอิ้วขาว เพราะชิมดูมันเค็มได้ที่แล้ว อาจจะเพราะเ้ต้าเจี้ยวมั้ง)

– พอผัดทุกอย่างได้ที่แล้วใส่ใบโหระพาลงไป ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ

– หั่นพริกแดงแฉลบใส่ลงไปคนให้เข้ากัน ตักใส่จานยกเสิร์ฟร้อนๆ ค่ะ (เราหั่นไว้แล้วลืมใส่เลยเอามาแต่งบนอาหารแทน)

เป็นไงคะพอจะทานได้มั๊ยเอ่ย เต้าเจี้ยวนี้เค็มจริงๆ ขนาดใ่ส่ไม่เยอะ ดีที่มะเขือยาวเนื้อมันจะหวานอยู่แล้ว ไม่งั้นคงจะเกือบเค็มแน่เลยค่ะ (แต่ก็ถือว่าโออยู่ค่ะ อร่อยๆ เดี๋ยวจะทำอีก)

แกงเลียงกุ้งแห้ง


วันนี้เตรียมตัวออกบ้านแต่เช้า อารมณ์ดีม๊ากมากกะว่าจะออกไปลั้นลานอกบ้านซะหน่อย รู้สึกอารมณ์จะดีเกินเหตุยังไงไม่รู้ ร้องเพลงเฮฮาไปตลอดทาง แวะโน่นทีแวะนั่นที แปลนทุกอย่างไว้ในหัวหมดแล้วกะว่าวันนี้ไม่มืดไม่ค่ำไม่กลับบ้าน 555  แต่ก็มีเหตุให้อารมณ์เสียโดยพลัน เมื่อที่ที่เราจะไปส่วนใหญ่เค้าปิดทำการกัน (ลืมไปว่าวันนี้วันอาทิตย์ ร้านรวงส่วนใหญ่เค้าปิดกัน) เป็นอันว่าหน้าหงิกแทนซะงั้น จากที่อารมณ์ดีๆ กลายเป็นอารมณ์เสียในทันที ทีนี้ล่ะไอ้ที่แปลนมาในหัวมันมลายหายไปหมด จำไม่ได้ว่าต้องไปไหนต่อมั่งต้องซื้อไรมั่ง (รู้งี้จดมาซะก็ดีจะได้ไม่พลาดซักรายการ เพราะเวลามู๊ดดี้มาทีไรเป็นซะอย่างนี้ทุกทีคุมตัวเองไม่อยู่ 555) วันนี้ก็เลยกลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ แถมของที่ต้องการก็ได้มาไม่ครบอีกตะหาก กลับเข้าบ้านมาก็เกิดอาการหิวขึ้นมาอีกแล้วซิ ทั้งๆ ที่ก่อนจะเข้าบ้านก็จัดการกับผัดไทยกุ้งสดไปซะจานเบ้อเร่อเลย ทีนี้เอาไงดีล่ะคงต้องมุดหัวเข้าไปในตู้เย็น รื้อๆ ค้นๆ ของในตู้อีกแล้วซิ ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างเองแล้วชั้นจะทำไรกินดีนี่ งั้นก็ทำตามมีตามเกิดละกัน วันนี้เลยมีแกงเลียงกุ้งแห้งอนาถามาให้ลองชิมกันดูนะคะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
ฟักทองอ่อน 1/2 ลูก
บวบเหลี่ยม 1 ลูก
ผักกาดขาว 1 ต้น
กุ้งแห้ง 50 กรัม
พริกขี้หนู 10 เม็ด
หอมแดง 1 หัว
กระเทียม 6-7 กลีบ
เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ใบแมงลัก

วิธีทำแกงเลียงกุ้งแห้ง
– ก่อนอื่นก็นำฟักทองและบวบเหลี่ยมมาล้างทำความสะอาด แล้วหั่นฟักทองเป็นชิ้นๆ ส่วนบวบต้องเฉือนเอาเหลี่ยมออกก่อน แล้วจึงหั่นเฉียงๆ เตรียมไว้

– ผักกาดขาวก็ล้่างแล้วหั่นเป็นท่อนๆ เตรียมไว้ (แกงเลียงบ้านไหนเค้าใส่ผักกาดขาวมั่งนี่ สงสัยมีแต่บ้านนี้มั๊งนี่ น่าเวทนาเนาะ 555)

– จากนั้นก็นำกุ้งแห้ง (กุ้งเนื้อ) มาแช่น้ำให้นิ่มก่อน

– เสร็จแล้วจับโยนลงครกหินแล้วตำแรงๆ แต่ไม่ต้องให้ละเอียดมาก

– ก็จะได้กุ้งแห้งที่พอจะเป็นเป็นตัวกุ้งมั่งค่ะ (ถ้าใ่ส่เครื่องปั่นก็จะละเอียดเกินไป เดี๋ยวจะไม่เห็นตัวกุ้ง)

– พริกขี้หนู กระเทียม และหอมแดงใส่ครกตำให้ละเอียด (แกงเลียงเค้าจะใส่พริกไทยกัน เรากลัวไม่เผ็ดเลยใส่พริกขี้หนูซะเลย)

– ใส่เกลือป่น และกะปิลงไปตำให้เข้ากัน

– ทีนี้ก็นำหม้อใส่น้ำยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเืดือดตักน้ำพริกแกงที่ตำไว้ใส่ลงไป
– พอน้ำในหม้อเดือดอีกรอบก็ใส่ฟักทอง และบวบลงไป คนให้เข้ากัน ใส่กุ้งแห้งตามลงไป
– พอฟักทองใกล้สุก ก็ใส่ผักกาดขาวลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา พอผักสุกใส่ใบแมงลักลงไปคนให้เข้ากัน ปิดไฟ


(ดูใบแมงลักสวนหลังบ้านซิคะ ช่างเป็นใจกับความอนาถาของเราซะจริงจริ้ง เลาะมาเกือบทั้งต้นได้แค่นี้แหล่ะค่ะ)

– เสร็จแล้วตักแกงเลียงกุ้งแห้งใส่ถ้วยยกเสิร์ฟร้อนๆ กับไข่เจียวและปลาสลิดทอด (กลับกลายเป็นว่ามื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของวันนี้เลยค่ะ ฝีมือใครฤาจะสู้ฝีมือเราได้เนาะ นี่ขนาดเขียมนะนี่ออกมายังอร่อยเหาะไปเลย ไม่ได้โม้ 555)

เห็นแกงเลียงถ้วยนี้แล้วช่วยจินตนาการว่าเห็นวิญญานกุ้งสดๆ ไปด้วยก็แล้วกันค่ะ จะได้กลายเป็นแกงเลียงกุ้งสดซะที อิอิ

สุกี้แห้ง


มาแล้วค่ะเมนูจากผลิตผลจากหลังบ้าน (พูดซะให้ดูยิ่งใหญ่ ฮ่าฮ่า) ก็เจ้าผักบุ้งที่เหลือจากการทำผัดผักบุ้งที่รีวิวไปเมื่อวานนั่นเองค่ะ ก่อนที่จะเข้าครัวทำสุกี้แห้งจานอร่อยของเรา เราก็มีเรื่องมาฝากเพื่อนๆ คือเรื่อง น้องนีโม่ ที่ป่วยเป็นโรคฉี่หอมที่เคยคุยไว้ในวันก่อน ว่าเราพยายามที่จะโอนเงินเข้าบัญชีของแม่น้องนีโม่แล้ว แต่ก็ยังโอนไม่ผ่านซักที วันนี้โชคดีมากเราได้ทำการโอนผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลยอยากจะมาช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับคนที่มีจิตเมตตา ที่อยากช่วยเหลือโอนเงินไปเป็นค่านมและค่ารักษาพยายาลน้องนีโม่ หรือถ้าใครไม่ได้ทันได้ดูรายการตีสิบที่น้องนีโม่และคุณแม่มาออกรายการ ก็สามารถเข้าไปดูคลิปรายการย้อนหลังได้ที่ http://health.kapook.com/view34786.html หากท่านใดมีจิตเมตตาอยากจะช่วยเหลือน้องนี่โม่และคุณแม่ ก็ตามแต่ศรัทธานะคะ  หรือใครไม่สะดวกก็อาจจะช่วยเป็นกำลังใจให้คุณแม่และน้องนีโม่ก็ได้ค่ะ แต่ตอนนี้เรามาทำสุกี้ทานกันก่อนดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
วุ้นเส้น 20 กรัม
เนื้ออกไก่ 100 กรัม
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ผักบุ้งจีน 1 กำ (ประมาณ 20 ต้นน่าจะได้ เพราะผักบุ้งของเราต้นยังเล็กอยู่)
ผักกาดขาว  1 ต้น (เราใช้แค่ไม่กี่ใบเองค่ะ)
น้ำจิ้มสุกี้ 1 ถ้วย
กระเทียมสับ 5 กลีบ
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

วิธีทำสุกี้แห้ง
– ก่อนอื่นต้องนำวุ้นเส้นไปแช่น้ำให้นิ่มก่อน (พอดีเราหิวจัดเลยแช่วุ้นเส้นแค่แป๊บเดียว นิ่มบ้างไม่นิ่มบ้าง รอไม่ไหวแล้วค่ะ อิอิ) เสร็จแล้วนำขึ้นจากน้ำ ตัดวุ้นเส้นเป็นท่อนยาวพอประมาณ

– ส่วนผักบุ้งก็ทำเหมือนตอนที่เราจะทำผัดผักบุ้งนั่นแหละค่ะ (แล้วจะเอารูปมาโชว์ทำไมล่ะ อิอิ)

– ผักกาดขาวเราเลือกเอาผักกาดขาวส่วนที่เป็นใบๆ ซักประมาณ 3-4 ใบ ที่เหลือเก็บไว้เอาไปทำอย่างอื่นต่อ (ฮ่าฮ่า โคตรงกเลย ชิมิ) ล้างน้ำให้สะอาด ตัดเป็นท่อนๆ เตรียมไว้ (หากใครชอบทานแบบผักเยอะๆ ก็จะใ่ส่เยอะๆ หน่อยก็ได้ค่ะ)

– นำเนื้อออกไก่มาล้างแล้วหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ (ความจริงถ้ามีเนื้อสันในไก่ก็น่าจะดีกว่า เพราะอกไก่เนื้อจะออกแข็งนิดๆ ค่ะ)

– ส่วนน้ำจิ้มที่เราใช้ก็เป็นยี่ห้อนี้เลยค่ะ พันท้ายนรสิงห์ ยี่ห้อประจำของครอบครัว ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นไม่ต้องกินซะจะยังดีกว่า (นานาจิตตังนะคะ ใครชอบแบบไหนก็ใ่ส่แบบนั้นนะคะ อย่าเข้าใจผิดคิดว่าได้ค่าโฆษณา อิอิ)

– ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการผัดกันเลยค่ะ นำกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม ใส่เนื้อไก่ตามลงไปผัดซักครู่

– ใส่ผักกาดขาวและผักบุ้งลงไปผัด เติมน้ำซุปเล็กน้อย ก็ใส่วุ้นเส้นตามลงไป ผัดซักครู่ใส่น้ำจิ้มสุกี้ลงไป

– ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน แบ่งตรงกลางกะทะให้เป็นหลุม ตอกไข่ไก่ลงไปตรงกลาง ตีไข่แดงพอแหลก ปล่อยทิ้งไว้จนไข่ด้านล่างเริ่มสุก แต่ข้างบนจะเหลวๆ ซักหน่อย คนให้เข้ากัน ปิดไฟ

– ตักแบ่งใส่จานยกเสิร์ฟทานกันร้อนๆ อร่อยค่ะ และแล้วเราก็รอดตายไปอีกหนึ่งมื้อเพราะสุกี้ไก่แห้งจานนี้ค่ะ อิอิ

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเส้นวุ้นเส้นของเรายังแอบมเป็นไตขาวๆ อยู่ เหตุเพราะแช่วุ้นเส้นแป๊บเดียว ด้วยความหิวไม่สามารถทนรอได้อีกแล้ว (ถ้าใครไม่อยากได้วุ้นเส้นแบบนี้ต้องรีบทำตอนที่ยังไม่หิวจัด ถ้าหิวจัดก็จะได้แบบแม่ครัวจอมขี้เกียจคนนี้ ไม่หิวไม่ลงมือทำ ฮ่าฮ่า)