ขอบยางตู้เย็นขึ้นรา รักษาไม่ยาก!

ภาพประกอบจาก tripadvisor.com

ประตูตู้เย็นที่มักขึ้นราดำ ดูสกปรก วิธีแก้ไขคือ เมื่อขัดทำความสะอาดตู้เย็นด้วยน้ำผสมสบู่หอม ซึ่งตู้เย็นจะหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นสบู่หอมที่คุณชอบ หรือน้ำผสมผงซักฟอกนิดหน่อย เช็ดด้วยผ้าขนหนูนิ่มๆ ชุบน้ำ 2-3 ครั้ง ซับด้วยผ้านิ่มๆ ให้แห้งแล้วนำผงฟู หรือ เบกกิ้งโซดา(Baking Soda) ก็ได้ชุบประตูตู้เย็นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม จะไม่มีราเกิดขึ้นอีก สำหรับคุณแม่บ้านที่ซื้อตู้เย็นมาใหม่ ควรรีบจัดการทาขอบตู้เย็นด้วย ผงฟู หรือ เบคกิ้งโซดา(Baking Soda) เสียตั้งแต่ซื้อมาใหม่ๆ จะไม่มีราเกิดขึ้นเลย คุณแม่บ้านทั้งหลายอย่าลืมนำเทคนิคนี้ไปลองใช้ดูนะคะ ป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องออกแรงขัดในวันหลัง

ลองกานอยด์ ( Longanoid ) นวัตกรรมธรรมชาติ

longanoid

  • ปราศจากสเตียรอยด์ (Steroids) และสารเคมีอันตราย
  • สารสกัดจากธรรมชาติ ปลอดภัย มีงานวิจัย
  • ผสมสมุนไพรหอม ไม่แสบร้อน ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ครีมบำรุงร่างกายสารสกัดเมล็ดลำไย ลองกานอยด์ครีม (Longanoid Cream) สิทธิบัตรงานวิจัย 1 เดียวที่ถูกต้อง ที่ได้คุณภาพและมาตรฐานของ ศ.(เกียรติคุณ) ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ผลิตภายใต้สิทธิบัตรอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.

สารสกัดเมล็ดลำไย หรือ ครีมลําไย ลองกานอยด์ เป็นนวัตกรรมจากธรรมชาติที่มีความปลอดภัย ทั้งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมประเภทนวัตกรรมที่ใช้และเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ประจำปี 2552 จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรางวัลนวัตกรยอดเยี่ยม ประจำปี 2554 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเสริมประสิทธิภาพด้วยสารสกัดจากว่านและพืชสมุนไพรล้านนา มีกลิ่นหอม ผ่อนคลาย ไม่แสบร้อน เนื้อครีมซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอน

นวดบำรุงร่างกายด้วยสารสกัดเมล็ดลำไย ลองกานอยด์ – Longanoid ผสานคุณค่าสารสกัดจากสมุนไพร และเอสเซนเชียลออยล์(Essential Oil) จากธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่มีงานวิจัยยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบำรุงสูงสุด ล้ำลึกด้วยคุณค่างานวิจัยสารสกัดเมล็ดลำไย ไพล กานพลู ว่านสมุนไพรล้านนา โรสแมร์รี่ ออยล์ (Rosemarry Oil )  เลมอน ออยล์ (Lemon Oil )

เคล็ดลับต้มข้าวโพดให้เนื้อนุ่ม ด้วยน้ำเต้าหู้

ต้มข้าวโพด

คุณรู้หรือไม่ว่าข้าวโพดมีคุณค่าทางอาหารอย่างมากมายมหาศาลเชียวค่ะ เพราะในข้าวโพด มีวิตามิน B1
ซึ่งเป็นอาหารของสมอง มีสารเบต้าแคโรทีน และ โฟเลต ช่วยบำรุงสายตา
นอกจากนี้ยังมีสารแอนติออกซิแดนต์ ช่วยต้านการเกิดเซลส์มะเร็ง อีกด้วย
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เรามาต้มข้าวโพดให้หอมๆ และเนื้อนุ่มๆ ทานกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • น้ำสะอาด 10 ถ้วย
  • น้ำเต้าหู้ 1 ถ้วย
  • น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา
  • ข้าวโพด 3 ฝัก

วิธีทำข้าวโพดต้มเนื้อนุ่ม ด้วยน้ำเต้าหู้

  1. เทน้ำใส่หม้อยกตั้งไฟปรับไฟแรง
  2. ใส่น้ำเต้าหู้และน้ำตาลทรายแดงลงไป
  3. รอจนน้ำเดือดจัดจึงใส่ข้าวโพดลงไปต้มจนสุก

ง่ายๆ เพียงแค่นี้เราก็มีข้าวโพดต้มแสนอร่อย เอาไว้ทานแล้วค่ะ

สาคูไส้หมู

 


ห่างหายจากการเ้ข้าครัวไปนาน พอกลับมาอีกทีจะหยิบจับอะไรก็เก้ๆ กังๆ รื้อๆ ค้นๆ หาของก็ไม่ค่อยจะเจอ (ซึ่งปกตินิสัยรื้อๆ ค้นๆ ก็มีเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ทุกทีหาเจอ 555) อย่างวันนี้นึกอยากจะกิน สาคูไส้หมู พอเข้าครัวลงมือทำจริงๆ หาอะไรไม่เจอเลย ต้องออกไปหาซื้อมาใหม่ อย่างเม็ดพริกไทย ถั่วลิสง หัวไชเ้ท้าหวาน หายังไงก็หาไม่เจอ เราเลยต้องใช้หัวไชเท้่าเค็มสับแทน ถั่วลิสงก็ใช้ถั่วทอดเกลือที่มีขายตามร้านชำแถวบ้าน อ้อ! ลืมบอกไปว่าสาเหตุที่ำทำให้นึกอยากกินสาคูไส้หมูวันนี้ ก็เพราะเข้าไปอ่าน Diary ของพี่เก๋ เห็นน้องจาซื้อสาคูไส้หมูมาฝาก แล้วพี่เก๋บอกว่าอร่อยมากทานคนเดียวซะเกลี้ยง ทำให้เราเกิดความอยากขึ้นมามั่งแล้วซิ เลยรีบเข้าครัวลงมือทำสาคูไส้หมูสนองความอยากของตัวเองซะเลย อิอิ มาค่ะมาเข้าครัวทำ สาคูไส้หมู ทานกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
สาคูเม็ดเล็ก 200 กรัม
หมูสับ 150 กรัม
ถั่วลิสงคั่ว 70 กรัม
หัวไชเท้าสับ 50 กรัม
หอมแดง 3 หัว
รากผักชี 2 ราก
กระเทียม 3  หัว
พริกไทย 7-9 เม็ด
น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
ซีิอิ้วขาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำอุ่นเล็กน้อย
ผักสดเครื่องเคียง (วันนี้เรามีแต่พริกขี้หนูกะผักชีก็เลยกินแค่นี้ค่ะ)

วิธีทำสาคูไส้หมู
– เริ่มจากนำเม็ดสาคูใส่กระชอนร่อนเอาเศษฝุ่นออกให้หมด แล้วนำไปล้างน้ำซักรอบนึงก่อน
– จากนั้นก็นำเม็ดสาคูใส่ลงไปในชาม แล้วค่อยๆ เติมน้ำอุ่นลงไป นวดเบาๆ ให้เข้ากัน เสร็จแล้วเอาผ้าชุบน้ำคลุมทิ้งไว้ก่อน (รูปตอนนวดสาคูลืมถ่าย อิอิ)

– ทีนี้ก็นำหอมแดงมาหั่นแล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้

– นำรากผักชี กระเทียม พริกไทย (ความจริงต้องใช้พริกไทยขาวแต่หาไม่เจอเลยใช้พริกไทยดำแทน หยวนๆ นะคะ) ใส่ครกโขลกให้ละเอียด

– ส่วนถั่วลิสงก็ยีเอาเปลือกออกก่อน แล้วนำเม็ดถั่วไปบดแค่พอแตกใส่ถ้วยเตรียมไว้ (อันนี้ก็ลืมถ่ายเลยไม่มีรูปมาให้ดู ขี้ลืมอีกล่ะยัยคนนี้ อิอิ)
– ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการผัดไส้ของสาคูกันค่ะ เริ่มจากนำกระทะใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ พอร้อนใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกไว้ใส่ลงไปผัด ผัดให้หอม

– จากนั้นใส่หอมแดงที่สับไว้ตามลงไปผัด

– ผัดหอมแดงจนนิ่ม จึงใส่หัวไชเท้า และเนื้อหมูบดลงไปผัด

– ปรุงรสด้วย น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และซีอิ้วขาว ผัดจนส่วนผสมเริ่มแห้ง จึงใส่ถั่วลิสงบดลงไป

– ผัดจนได้ที่แล้วก็ปิดไฟ

– ตักไส้หมูสับที่ผัดใส่ถ้วยเตรียมไว้

– ทีนี้ก็หันกลับมาดูเม็ดสาคูที่เรานวดแล้วพักทิ้งไว้ จะเห็นว่าจับกันเหนียวหนึบได้ที่แล้ว

– ต่อไปก็มาเตรียมรังถึงสำหรับนึ่งกัน โดยฉีกใบตองเป็นแฉกเล็กๆ ตรงกลาง แต่ไม่ต้องหัวท้ายขาดออกจากกัน แล้วปูลงบนรังถึง เพื่อที่ว่าเวลานึ่งความร้อนจากก้นหม้อจะได้ระบายได้ทั่วถึงกัน เสร็จแล้วทาน้ำมันลงไปจนทั่ว

– ต่อไปเราก็มาปั้นสาคูกันค่ะ นำแป้งสาคูที่นวดไว้มาแผ่เป็นแผ่นบาง แล้วตักไส้หมูที่เตรียมไว้ลงไป หุ้มไส้ให้มิดเป็นลูกกลมๆ

– นำสาคูไส้หมูที่ัปั้นได้จัดเรียงลงบนรังถึง ในการเรียงต้องเว้นระยะช่องไฟให้ดีนะคะ เพราะเมื่อนึ่งสุกสาคูไส้หมูจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ถ้าเราไม่จัดให้ห่างออกจากกันพอสุกแล้วสาคูจะติดกันหมด จับแยกออกจากกันยาก

– นำหม้อใส่น้ำยกขึ้นตั้งไฟรอให้น้ำในหม้อเดือด จึงวางรังถึงลงบนหม้อ เสร็จแล้วปิดฝา นึ่งทิ้งไว้ประมาณ 7-8 นาที

– พอสาคูไส้หมูสุกแล้วก็ปิดไฟ เราจะเห็นว่าแป้งเม็ดสาคูจะสุกใสน่ากินมากเลยค่ะ

– แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ สาคูไส้หมูสูตรของเรา  อ้อ! กระเทียมที่เหลืออย่าลืมนำไปสับแล้วนำไปเจียวให้เหลืองกรอบเป็นกระเทียมเจียว เอาไว้ทานกะสาคูไส้หมูด้วยล่ะ (เราลืมถ่ายรูปตอนเจียวกระเทียมอีกแล้วค่ะ อิอิ)

เป็นไงคะ หน้าตาพอจะทานได้มั๊ยเอ่ย

น่าฉงฉานนะคะ ผักเครื่องเคียงมีเท่าที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ อิอิ

แต่ไม่อยากบอกเลยว่าอร่อยม๊ากมาก กินจนพุงกางเลยค่ะ อิอิ

ใครอยากทานก็ยกไปจัดการได้เลยค่ะ ยังมีอีกเยอะทานยังไงก็ไม่หมดค่ะ

 

 

 

วิธีแก้จานเป็นรอยไหม้


อยากจะทานอาหารอุ่นๆ ร้อนๆ หรือว่าทานอาหารที่ต้องทำให้สุกโดยการนำเข้าเตาอบก่อน เราจะต้องนำอาหารใส่ลงบนจานที่ทนไฟก่อนนำเข้าเตาอบ แต่พอเรานำอาหารออกจากเตาอบจะสังเกตเห็นว่าบริเวณขอบจานจะไหม้ หากเรานำจานนั้นไปล้างทันที ก็ใช่ว่าคราบไหม้จะหายไปได้ง่ายๆ  แต่วันนี้เรามีวิธีแก้จานเป็นรอยไหม้ให้หายไปได้ โดยการนำผ้าไปชุบน้ำแล้วบีบแค่พอหมาดๆ จากนั้นนำไปจิ้มเกลือป่นแล้วถูลงตรงส่วนที่ไหม้ ถูเบาๆ รอยไหม้ก็จะจางลงและหายไป แต่หากยังถูไม่ออก ให้ใช้วิธีนำเกลือไปละลายกับน้ำ ในสัดส่วนน้ำ 1 ลิตรต่อเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำจานไปแช่ทิ้งไว้ค้างคืน จากนั้นก็นำจานมาล้างน้ำยาและน้ำให้สะอาด รอยไหม้ก็จะหายไป

วิธีต้มไก่ให้สวยน่ารับประทาน


เพื่อนๆ เคยเป็นมั๊ยคะเวลาที่เราทำต้มไก่ ผิวของไก่มักจะเป็นจุดเป็นแต้มด่างๆ บางครั้งก็ดูแห้งๆ หรือไม่ก็เปื่อยยุ่ยดูแล้วไม่น่ารับประทานเอาซะเลย แต่วันนี้เรามีเคล็ดลับ วิธีต้มไก่ให้สวยน่ารับประทาน มาฝากค่ะ ง่ายมากเลยเคล็ดลับมีเพียงนิดเดียวเองค่ะ คือ ทุกครั้งที่เราต้มไก่ ควรจะต้องนำไก่ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำลงไปท่วมตัวไก่ แล้วยกไปต้มบนเตาใช้ไฟกลาง ในขณะที่ต้มห้ามปิดฝาหม้อ ต้มทิ้งไว้จนกระทั่งไก่สุกดีแล้ว จึงปิดไฟ แล้วนำฝามาปิดหม้อทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นจึงเปิดฝาหม้อออก ตักไก่ต้มขึ้นจากหม้อ เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไก่ต้มที่สวยน่ารับประทานแล้วล่ะค่ะ ครั้งต่อไปหากจะทำไก่ต้มสำหรับนำไปไหว้เจ้าหรือว่านำไปทำข้าวมันไก่ ต้องอย่าลืมนำ วิธีต้มไก่ให้สวยน่ารับประทาน วิธีนี้ไปลองใช้กันดูนะคะ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบจาก mysugarnspice.net

น้ำตะไคร้


ตะไคร้ต้นหลังบ้านกำลังงามเลยค่ะ ช่วงฝนตกแบบนี้อะไรๆ ก็ดูงอกงามไปหมดเลยนะคะ ยืนมองผ่านช่องหน้าต่างออกไปอยากจะไปตัดตะไคร้มาซัก 4-5 ต้น นึกอยากทำ น้ำตะไคร้ เอาไว้ดื่ม แต่ไม่กล้าออกไปค่ะฝนตกทั้งวันเลยค่ะวันนี้ ยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่ด้วยเลยไม่อยากออกไป ได้แค่มองต้นตะไคร้ตาปริบๆ แล้วก็กลับมานั่งทำงานต่อ (ไม่มีปัญญาลงไป อิอิ) แต่พอเย็นๆ เดินเข้าไปในครัวเห็นมีตะไคร้วางอยู่ในครัว เลยตะโกนถามแม่ไปว่าแม่ไปตัดตะไคร้มาทำอะไร แม่ก็ตอบว่าเห็นมันสวยดี เลยลงไปตัดมาให้เผื่อเราอยากจะเอามาต้มน้ำตะไคร้ (โอ๊ะโอ.. แม่นี่ช่างรู้ใจลูกสาวซะจริงๆ รักแม่ที่สุดในโลกเลยค่ะ อิอิ) ไม่รีรอเลยค่ะ รีบจัดการเอามาทำน้ำตะไคร้ทันทีเลยค่ะ ต้องรีบทำค่ะเดี๋ยวค่ำแสงจะหมด จะไม่ได้รูปขั้นตอนการทำมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ  อ้อ! แต่ก่อนจะลงมือทำ เรามีสรรพคุณของตะไคร้มาฝากด้วยนะคะ ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรไทยมีประโยชน์มากมายเลยคะ่ สรรพคุณช่วยลดลดความดันโลหิต มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและัฟันให้แข็งแรง มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนั้นการนำตะไคร้มาต้มทำน้ำตะไคร้ ก็จะสามารถช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้จุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ได้ดีอีกด้วยนะคะ เมื่อรู้ถึงสรรพคุณดีๆ อย่างนี้แล้ว ก็อย่ารอช้าค่ะ รีบมาทำ น้ำตะไคร้ เก็บเข้าตู้เย็นเอาไว้ดื่มกันเลยดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
ตะไคร้ 4-5 ต้น
น้ำตาลทรายขาว 150 กรัม (ใครชอบหวานก็ใส่เพิ่มได้นะคะ)
น้ำเปล่า 1 ลิตร

วิธีทำน้ำตะไคร้
– ก่อนอื่นต้องนำต้นตะไคร้มาล้างน้ำให้สะอาด ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง เสร็จแล้วหั่นตะไคร้เป็นท่อนๆ ไม่ต้องละเอียดนะคะ เอาแค่หั่นแฉลบหนาๆ หน่อยก็พอค่ะ

– จากนั้นเอาใส่ลงไปในกระทะ แล้วยกไปตั้งบนเตา เปิดใช้ไฟกลาง

– คั่วตะไคร้จนให้น้ำมันของตะไคร้ออก เราจะไ้ด้กลิ่นหอมๆ ของตะไคร้เวลาเอาไปต้ม ในระหว่างนี้ก็เอาหม้อใส่น้ำยกขึ้นตั้งบนเตาอีกอันนึงค่ะ

– พอน้ำในหม้อเดือดจัด ก็ใส่ตะไคร้ที่เราคั่วแล้วลงไปในหม้อ  ต้มทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้น้ำตะไคร้ออกสีเหลืองอ่อนๆ จากนั้นก็ใส่น้ำตาลทรายลงไป รอจนน้ำตาลทรายละลายหมดแล้วก็ปิดไฟ

– ตั้งหม้อทิ้งไว้ซักพัก แล้วจึงนำไปกรองกับกระชอนตาถี่ๆ เพื่อแยกตะไคร้ออกจากน้ำ (เรามัวแต่ทำอย่างอื่นไปด้วย เลยตั้งทิ้งไว้จนลืมผ่านไปหลายชั่วโมงกว่าจะเอามากรอง ตะไคร้เลยสีช้ำเลยค่ะ อิิอิ)

– น้ำตะไคร้ที่ได้ก็จะมีสีออกเหลืองๆ ใสๆ แต่กลิ่นห๊อมหอมค่ะ

– ใส่น้ำแข็งลงไปในแก้ว (แต่งด้วยต้นตะไคร้ซักต้นนึง อิอิ)

– ตักน้ำตะไคร้ใส่ลงไปในแก้ว

– เสร็จแล้วค่ะน้ำตะไคร้หอม แสนอร่อยของเรา

ยกไปเสิร์ฟได้เลยค่ะ

หวาน หอม เย็นชื่นใจมากเลยค่ะ ใครชอบดื่มเครื่องดื่มสมุำนไพรประเภทนี้ อย่าลืมเอาไปลองทำกันดูนะคะ ง่ายๆ แต่อร่อยค่ะ

 

คั่วพริกแห้งยังไงไม่ให้ส่งกลิ่นรบกวน

เรื่องการคั่วพริกแห้งนี่เป็นอะไรที่ไม่ชอบเอามากๆ เลย เชื่อเลยค่ะว่าเป็นกับแม่บ้านหลายๆ คนเลยทีเดียว  คั่วพริกแห้งทีไรกลิ่นฉุนๆ พุ่งจี๊ดเข้าจมูก เป็นต้องจามติดต่อกันหลายๆ ครั้งทุกที บางทีก็ไม่ใช่แต่เฉพาะคนที่ลงมือคั่วเท่านั้นที่จาม ยังเผื่อแผ่ไปถึงคนใกล้ชิดหรือแม้แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกด้วย แต่ต่อไปนี้จะไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้วค่ะ เพราะวันนี้เรามีวิธีคั่วพริกที่ไม่ให้พริกส่งกลิ่นรบกวนใครๆ วิธีทำก็ง่ายๆ ค่ะเพียงแค่ก่อนที่เราจะเอาพริกใส่ลงไปในกระทะ ให้เอาเศษผ้าที่สะอาดจุ่มลงไปในน้ำมันหมู แล้วนำมาทาก้นกระทะให้ชุ่มพอสมควร แล้วนำไปตั้งบนเตาให้พออุ่นๆ จึงใส่พริกแห้งลงไปคั่ว แล้วคุณจะพบว่าการคั่วพริกของคุณจะไม่ส่งกลิ่นฉุนๆ ออกมาให้รำคาญกันอีกแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะใช้ไฟแรงในการคั่วรับรองว่าไม่ส่งกลิ่นรบกวนอีกแน่นอน แถมยังทำให้เวลาเอาพริกไปโขลกผงพริกที่แหลกก็จะไม่คลุ้งขึ้นมาเข้าจมูกคนโขลกอีกด้วยค่ะ ยังไงเวลาจะคั่วพริกทุกครั้งอย่าลืมนำ วิธีคั่วพริกที่จะไม่ส่งกลิ่นรบกวน นี้ไปลองใช้กันดูนะคะ รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

สะตอผัดกุ้ง

แย่จังเลยค่ะเมื่อวานรับปากกับเพื่อนๆ ไ้ว้ว่าจะทำ สะตอผัดกุ้ง มาให้ทาน แต่สุดท้ายแม่ครัวก็แอบเบี้ยวหนีเที่ยวทั้งวันเลยค่ะ สำหรับเมนูสะตอผัดกุ้งวันนี้แม่ครัวขอออกตัวก่อนนะคะว่าเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก อิอิ ก่อนที่จะลงมือทำสะตอผัดกุ้งก็ขอเล่าที่มาขอสะตอก่อนค่ะ รู้มั๊ยคะว่าสะตอทั้งหมดนี้ต้องแลกมากับหยาดเหงื่อของแม่ครัวเลยค่ะ เพราะเมื่อ 2-3 วันก่อนมีสาวน้อยมาตะโกนแหกปากร้องเรียกอยู่หน้าบ้าน พอเราโผล่หน้าออกไปดูเธอก็รีบบอกว่า “น้องเนสเอาสะตอมาฝากค่ะ” เราก็เลยเดินออกไปเปิดประตูรั้วให้ เราถามว่าจะเข้ามาในบ้านมั๊ยพร้อมกับยื่นมือออกไปเพื่อจะรับฝักสะตอที่คุณเธอถือมา เธอรีบเหวี่ยงมือไปซ่อนด้านหลังแล้วบอกว่า “ต้องเล่นตีแบดกับน้องเนสก่อนถึงจะเอาสะตอให้” (ร้ายนะยะยายตัวเล็ก หาเรื่องให้ชั้นเหนื่อยอีกแล้วหรือนี่ ยายคนนี้ชอบมาเล่นตีแบดที่บ้านเราอยู่บ่อยๆ แต่เราขี้เกียจที่จะต้องเล่นตีกับเธอ เพราะมาเล่นบ่อยมากจนกล้ามเราเริ่มขึ้นแล้ว เรารู้สึกได้ว่าแขนเราใหญ่ไม่เท่ากันแขนด้านขวาจะมีกล้ามใหญ่กว่าด้านซ้ายมาก เวลาเธอมาเล่นติดๆ กันหลายวัน เรามักจะแกล้งบอกไปว่าวันนี้เราไม่สบายมั่งโน่นนี่นั่นแล้วแต่จะคิดได้ แต่วันนี้เธอเอาสะตอมาล่อ ไม่เล่นไม่ได้แล้วมิงั้นอดกินผัดสะตอกันพอดี ถ้าไม่เห็นแก่ของกินไม่เล่นนะเนี่ย อิอิ) เราได้สะตอมาหลายวันแล้วก็ไม่มีเวลาเอามาทำซักที วันนี้เลยต้องรีบเอามาทำเพราะฝักสะตอเริ่มเหี่ยวแล้วค่ะ มาค่ะมาเข้าครัวทำ สะตอผัดกุ้ง ทานกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม
สะตอ 120 กรัม
กุ้งขาวใหญ่ 10 ตัว
พริกชี้ฟ้าแดง 5 เม็ด
พริกขี้หนูแดง 8-9 เม็ด
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด

วิธีทำสะตอผัดกุ้ง
– ก่อนอื่นเราต้องนำฝักสะตอมาแกะเอาเม็ดสะตอออกมาก่อน (ทำยากมากเพราะไม่เคยทำเลยจริงๆ )

– จากนั้นก็ลอกเปลือกสีขาวๆ ออกอีกทีนึง เสร็จแล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที (เหตุที่ต้องแช่น้ำก่อนเพราะว่าเม็ดสะตอขอเราเริ่มเหี่ยวแล้ว เลยต้องแช่น้ำให้เม็ดสะตอตึงตัวเหมือนตอนยังสดๆ อยู่)

– ทีนี้ก็นำเม็ดสะตอมาผ่าครึ่งเตรียมไว้

– กุ้งก็นำมาปอกเปลือกออก ตัดหัว ไว้หาง ผ่าหลังดึงเส้นดำออก เสร็จแล้วล้างน้ำแล้วซับตัวกุ้งให้หมาดๆ เตรียมไว้

– ต่อไปเราก็หันมาตำน้ำพริกสำหรับทำผัดสะตอกันค่ะ วันนี้เราเลือกทำสะตอผัดน้ำพริกกะปิ เลยต้องมาตำน้ำพริกกะปิกันก่อน โดยเริ่มจากหั่นพริกชี้ฟ้าเป็นท่อนๆ ใส่ลงไปในครกพร้อมกับพริกขี้หนูและกระเทียม ตำทุกอย่างให้ละเอียด

– ใส่กะปิตามลงไปตำเบาๆ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว และน้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากันพักไว้ก่อน

– ทีนี้เราก็นำกระทะใส่น้ำมันยกขึ้นตั้งไฟ พอร้อนก็นำกุ้งลงไปผัดให้กุ้งพอสุกทั้งสองด้าน

– เสร็จแล้วตักใส่จานพักไว้ก่อน

– ต่อไปก็มาึถึงขั้นตอนการทำผัดสะตอกันแล้วค่ะ เราจะใช้กระทะใบเดิมกับตอนที่ใช้ทอดกุ้ง เพียงแต่เรา้ต้องดูว่าน้ำมันในกระทะเหลือพอจะผัดได้หรือเปล่า ถ้าน้อยไปก็ใส่เพิ่ม ถ้ามากไปก็ตักออก กะว่าเราจะใช้ซักประมาณ 2 ช้อนโต๊ะก็พอค่ะ
– นำกระทะขึ้นตั้งไฟ พอร้อนก็ใส่น้ำพริกกะปิลงไปผัด ระหว่างที่ผัดก็ดูด้วยว่าน้ำพริกกะปิของเราแห้งไปหรือเปล่า ถ้าแห้งไปก็เติมน้ำซุปลงไปด้วยเล็กน้อย ผัดต่อจนหอม

– ใส่กุ้งที่เราเตรียมไว้ลงไปผัด

– ตามติดมาด้วยสะตอค่ะ ผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว และซอสหอยนางรม ผัดต่อไปซักครู่ไม่ต้องผัดนานนะคะ ผัดเอาแค่ให้กลิ่นเหม็นเขียวของสะตอหายก็พอค่ะ เสร็จแล้วปิดไฟ

ตักสะตอผัดกุ้งใส่จานยกเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมกับไข่ต้มยางมะตูม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ

เป็นไงคะผลงานการทำผัดสะตอครั้งแรกของเราพอจะใช้ได้หรือเปล่าเอ่ย

ส่วนรสชาติแม่ครัวขอคอนเฟิร์มว่าอร่อยม๊าก กินไปน้ำตาเล็ดไปด้วย อิอิ

ผลงานครั้งแรกของสาวเหนือริทำผัดสะตอกุ้งสด

อ้ำๆๆ อ้าปากค่ะ เดี๋ยวจะป้อน 555

วัดพระเกิด


เส้นทางการเดินทางไปวัดพระเกิด เริ่มจากออกจากตัวจังหวัดไปตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม  ไปทางทิศเหนือประมาณ  108  กิโลเมตร  จะพบอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำปาง  คือ  อำเภอวังเหนือ  เดิมชื่อเมืองวัง

วัดพระเกิด ตั้งอยู่หมู่ที่  8  บ้านแม่เลียบ  ตำบลทุ่งฮั้ว  อำเภอวังเหนือ  จังหวัดลำปาง  เป็นวัดโบราณและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน  แต่ก่อนเป็นวัดเอกและเป็นวัดประจำของชาวเมืองวัง  เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

มีความสูง 36 เมตร กว้าง 18 เมตร พระบรมธาตุวัดพระเกิดเป็นศิลปะที่สวยงาม มีความละเอียดอ่อน ยากที่จะหาพระบรมธาตุอื่นใดเหมือนได้  โดยเฉพาะตรงส่วนบนสุดของพระบรมธาตุที่ต่อจากฉัตร  จะมีแม่กาทองเด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ของพระบรมธาตุวัดพระเกิดที่หาดูไม่ได้จากวัดอื่น  บริเวณพระบรมธาตุมีขนาดกว้างขวางมีกำแพงล้อมรอบอยู่สองชั้น  คือกำแพงชั้นในเรียกว่ากำแพงแก้ว  กำแพงชั้นนอกทำด้วยศิลาแลงบริเวณลานปูด้วยหินอ่อน  พุทธศาสนิกชนนิยมมาปฏิบัติธรรมและเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระศาสนา โดยเฉพาะวันขึ้น  15  ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงจะเห็นพระเจดีย์เด่นสง่า พระธาตุประดับด้วยแก้วทั้งองค์  มีฉัตรข้างบน  และฉัตรข้างล่างอีก  4  ฉัตร  แต่ละฉัตรก็จะมีกาทองอยู่ทุก ๆ ฉัตร

เป็นพระบรมธาตุที่มีความสำคัญเป็นที่เคารพนับถือ ของพุทธศาสนิกชน ตามตำนาน เป็นที่บรรจุเกศา (เส้นผม) ของพระพุทธเจ้า 4 เป็นดินแดนที่เกิดของแม่กาขาว พระโพธิสัตร์ 5 พระองค์  ได้สถาปนาเมื่อพุทธศักราช 1995 โดยพระมหาญาณคัมภีร์ นำศาสนามาจากประเทศศรีลังกา มีเจ้าเมืองวังเป็นผู้อุปถัมภ์ ซึ่งเป็นยุคของพระร้อยเณรพัน ศาสนาเจริญที่สุดในพุทธศักราช 2469 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาเป็นผู้บูรณะ มีขุนวังวรยศเป็นผู้อุปถัมภ์ จากนั้นครูบานันตาวัดทุ่งมานใต้ลำปางก็ได้ทำการบูรณะต่อเสร็จในปีพุทธศักราช 2472  ในปีพุทธศักราช 2535 พระอาจารย์ธรรมสาธิต  แห่งสำนักปฏิบัติธรรมเวียงกาหลง  อำเภอเวียงป่าเป้า  จังหวัดเชียงราย  พร้อมกับญาติโยมทางกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ-เวียงป่าเป้า-เวียงเหนือ-แม่ขะจาน  ได้มีความเห็นว่าพระบรมธาตุวัดพระเกิมีสภาพที่ควรจะได้รับการบูรณะใหม่ เพราะสภาพพระบรมธาตุมีไม้โพธิ  (สหลิ)  อยู่บนเจดีย์  ออกรากเจาะเข้าไปสู่ในใจกลางพระบรมธาตุและดูสภาพปูนก็จะหมดอายุ การบูรณะสำเร็จเมื่อปี พุทธศักร 2537

คำไหว้พระบรมธาตุวัดพระเกิด
นะโม  ตัสสะ  ฯลฯ  (3จบ)
กาสัจจิ  กุสัจจัง  โกระหัง  กัสสะปัง  โคตะมัง  ไตรยะกุ  อะหัง  วันทามิ  สิระสา  ฯ อะหัง  วันทามิ  สัพพะทา  ฯ  อะหัง  วันทามิ  สาธุโย  ฯ