มะกรูด สมุนไพรคู่บ้าน

หลายคนคงรู้จักกันดีกับ มะกรูด ที่นอกจากคุณแม่บ้านและคุณพ่อบ้านชอบนำมาปรุงอาหารเพื่อช่วยในการดับกลิ่นของอาหารได้ดีและช่วยเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารได้ดีเช่นเดียวกัน สรรพคุณของใบมะกรูด และ ประโยชน์ของใบมะกรูด ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะในใบมะกรูดก็จัดเป็นอีกหนึ่งสมุนไพร ที่มีประโยชน์มากมาย

มะกรูด
ภาพประกอบ smileconsumer.com

มะกรูด จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีใบสีเขียวแก่ พื้นผิวใบเรียบเป็นมันค่อนข้างหนา และมีกลิ่นหอมมาก เพราะที่ใบมะกรูดจะมีต่อมน้ำมันอยู่ ส่วนผลของมะกรูดจะมีสีเขียวเข้มคล้ายมะนาว แต่ผิวภายนอกจะขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด แต่หากเป็นพันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก และมีรสเปรี้ยว

มาดูประโยชน์จากมะกรูดกันค่ะ

  1. มะกรูดมีสรรพคุณในการไล่แมลง ก็เพราะในมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย Cilronellal อยู่จำนวนมาก ทั้งที่ผิวและใบ รวมทั้งยังมีกรดซิตริกในน้ำของผลมะกรูด และยังมีสารประกอบอินทรีย์อื่น ๆ เช่น Sabinene  Citronellyl-Floetate , Citronella , Linalool , Iso-pulegol ซึ่งช่วยขับไล่แมลงต่าง ๆ รวมทั้งยุงได้อย่างดี โดยใช้ใบมะกรูด สัก 3-4 ใบ ต่อข้าว 1 ถัง ใส่ลงไปในถังข้าวสาร และหากใบมะกรูดแห้งแล้ว ก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงเท่านี้แมลงมอดทั้งหลายก็ไม่มารบกวนแล้ว
  2. ใบมะกรูดช่วย ขับลม ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี แต่ถ้ารู้สึกเครียด ๆ ก็เอาใบมะกรูดมาฉีก ๆ แล้วดมก็ทำให้ผ่อนคลายได้  เพราะในใบมะกรูดจะมีสารบางตัวทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี เมื่อนำน้ำอุ่นใส่ภาชนะฉีกใบมะกรูดลงในน้ำอุ่นแช่เท้าหรือมือไว้สักพัก กลิ่นใบมะกรูดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย บวกกับน้ำอุ่นก็จะทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นสบายตัวดีด้วย
  3. ใช้ในการรักษาเส้นผมให้สวย ดกดำ และเงางาม รวมถึงดูแลหนังศรีษะให้สุขภาพดี โดยการคั้นน้ำมะกรูด 4-5 ลูก มาสระผมแทน แชมพู ก็จะทำให้หนังศีรษะแข็งแรง
  4. ขับลมแก้จุกเสียด ตัดจุกผลมะกรูดคว้านไส้กลางออกเอามหาหิงส์ใส่แล้วปิดจุก นำไปเผาไฟจนดำเกรียมบดเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยขับลม แก้ปวดท้องหรือป้ายลิ้นเด็กอ่อน เป็นยาขับขี้เทาได้
  5. เปลือกมะกรูด นำมาฝนใช้ผสมในเครื่องสำอางบางชนิด เช่น แชมพู สบู่
  6. น้ำมะกรูดใช้ถูฟัน แก้เลือดออกตามไรฟัน

 

สรรพคุณผักรสขม

ผักรสขม
ภาพประกอบ healthmee.com

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” สุภาษิตโบราณที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ความหมายตามพจนานุกรมหมายถึง คำชมมักไร้สาระทำให้ลืมตัวขาดสติ แต่คำติมักเป็นประโยชน์ทำให้ได้คิด เช่นเดียวกันอาหารบางชนิดแม้รสชาติหวานจนน่าติดใจแต่ก็อาจจะนำมาซึ่งโทษและภัยสารพัด วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ผักรสขม 4 ชนิด ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และสรรพคุณทางยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย

1. สะเดา

ทุกส่วนของสะเดามีคุณสมบัติเป็นยาได้  เพราะผักรสขมอย่างสะเดามีประโยชน์ช่วยบำรุงเลือด ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับดี และช่วยรักษาอาการไข้ เรานิยมนำยอดและดอกมาทำอาหาร ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน

2. ขี้เหล็ก

ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสชาติขม ถือเป็นยานอนหลับชั้นดี ช่วยระบายท้องได้ดี บำรุงร่างกาย แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ช่วยลดความดันโลหิต และรักษากามโรค มีสารอาหาร เช่น วิตามินเอและซีค่อนข้างสูง มีเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน ยอดขี้เหล็กมีสารช่วยคลายเครียดทำให้นอนหลับสบาย เมนูขี้เหล็กที่นิยมมีทั้งดอกตูมและใบอ่อน เช่น แกงคั่วใส่กะทิ หรือกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงขี้เหล็กจะอร่อยก็ต้องมีกะทิใส่ปลาย่างหรือหมูสับ กะทิในแกงขี้เหล็กไม่ได้ใส่เพื่อเพิ่มความอร่อยอย่างเดียว แต่มีส่วนในการดึงสารเบต้าแคโรทีนในขี้เหล็กออกมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วย

3. มะระ

ในตำรายาไทยบอกว่ามะระเป็นยาเจริญอาหาร ยาระบาย  บำรุงน้ำดี แก้โรคของม้าม โรคตับ ขับพยาธิ มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงระดู แพทย์จีนเชื่อว่ามะระมีพลังของ ความเย็น ช่วยขับพิษ ช่วยฟอกเลือด บำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง แม่บ้านชาวจีน มักจะปรุงอาหารด้วยมะระ ให้คนในครอบครัวรับประทานยามเป็นสิวที่ใบหน้าและร่างกาย

4. ยอ

เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักดีและบริโภคเป็นอาหารมานานทั้งใบและผลยอมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพ ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายเป็นปกติ เป็นยาระบาย ช่วยขับลม แก้คลื่นเหียนอาเจียน ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงธาตุ ผู้หญิงควรกินลูกยอที่แก่จัดเพื่อบำรุงเลือดลม ปวดท้องประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ คนโบราณเชื่อว่าถ้าเลือดลมดี ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง สดใส ไม่เป็นสิวฝ้า เราจึงควรหาโอกาสทานอาหารที่มียอเป็นส่วนประกอบเพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายเป็นปกติโดยไม่เสียสมดุล

 

ขิง สมุนไพรสารพัดโรค

 

ขิงสด
ภาพประกอบ howtotreatacidreflux.info

ขิง (Ginger) เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อนแต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น โดยขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง รสเผ็ดและมีกลิ่นหอม ยิ่งแก่จะยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอก มีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบ ๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผลมีลักษณะกลมแข็ง

ขิง” เป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาได้สารพัดโรค และอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินบี 1 และ บี 2 และขิงยังมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อได้ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากทานมากจนเกินไปหรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทานนำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติหรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ต้มหอมๆ กลิ่นของมันยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วการดื่มน้ำขิงยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดี  หากเราจิบน้ำขิงระหว่างวันทุกวัน หรือดื่มหลังมื้ออาหารก็จะช่วยสลายไขมันสะสมได้เร็วขึ้น  แต่ถ้าดื่มน้ำขิงและหมั่นออกกำลังกายด้วย ก็จะยิ่งช่วยให้มีรูปร่างที่ดีและมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ดังนั้นเราควรหาน้ำขิงมาดื่มกันดีกว่า

 

วิธีเลือกซื้อกุนเชียงและเทคนิคการทอดกุนเชียงให้นิ่ม

การเลือกซื้อกุนเชียงตามท้องตลาด ซึ่งจะมีราคาค่อนข้างสูง บางครั้งก็ได้กุนเชียงคุณภาพต่ำมารับประทาน เพราะไม่ทราบวิธีการเลือกซื้อ จะสังเกตสีก็คล้ายๆ กัน ราคาก็เท่าๆ กัน ไม่มีจุดด้อยหรือจุดเด่นให้สังเกต แต่มีเรามีเคล็ดลับในการดูง่ายๆ มาฝากค่ะ เพียงแค่ให้สังเกตจากเชือกที่ผูกที่มีสีไม่เหมือนกัน เช่นกุนเชียงที่ดีมีคุณภาพจะใช้เชือกสีแดง คุณภาพรองลงมาจะใช้เชือกสีเขียว ส่วนเชือกสีขาวจะเป็นกุนเชียงที่มีคุณภาพต่ำราคาก็จะถูกกว่า แต่แม่ค้าบางคนเหมาขายราคาเดียวกันหมด คือเชือกสีแดงราคาเท่าไหร่ สีเขียวกับสีขาวก็ราคาเท่าเชือกสีแดง เพราะผู้ซื้อไม่ทราบจึงเป็นโอกาสให้ถูกเอารัดเอาเปรียบได้

กุนเชียง
ภาพประกอบ bozo.coop

ส่วนเทคนิคการทอดกุนเชียงให้นิ่มน่ารับประทาน ก็ง่ายๆ ค่ะ เพีบงแค่นำกุนเชียงไปลวกหรือต้มในน้ำเดือดจัดก่อน เสร็จแล้วจึงนำมาทอด เราก็จะได้กุนเชียงที่ข้างนอกกรอบข้างในนิ่มเก็บไว้นานก็ไม่แข็ง

 

เทคนิคการทอดไข่ดาวด้วยน้ำและน้ำมันให้น่ารับประทาน

สำหรับท่านผู้ที่ต้องการลดความอ้วน มีวิธีหลีกเลี่ยงการดาวไข่ด้วยน้ำมันโดยหันมาใช้น้ำแทนน้ำมัน คือนำน้ำธรรมดาใส่ในกระทะพอควร เติมน้ำส้มสายชูลงไปประมาณ 1-2 หยด ปล่อยให้น้ำเดือด แล้วจึงตอกไข่ใส่ลงไป ไข่ดาวก็จะจับตัวกันอย่างรวดเร็วจนกระทั่งไข่สุกนุ่ม

 

ไข่ดาว
ภาพประกอบ eggrecipes.co.uk

 

 

สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องของความอ้วนสามารถใช้น้ำมันทอดได้ตามปกติ นำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟให้น้ำมันร้อนไม่ถึงกับร้อนจัด ต่อยไข่ไส่ถ้วยก่อน แล้วรีบตะแคงกระทะ เทไข่จากถ้วยลงไปในกระทะให้ไข่จมในน้ำมัน ใช้ตะหลิวตักไข่ขาวขึ้นปิดไข่แดง ทอดจนเหลือง ถ้าต้องการให้ไข่แดงสุกก็ทอดให้นานหน่อย แค่นี้เราก็จะได้ไข่ดาวที่น่ารับประทานตามต้องการ ลองเอาเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ นี้ไปลองทำกันดูนะคะรับรองได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากๆ เลยค่ะ

 

เคล็ดลับการต้มเนื้อให้นุ่มและมีกลิ่นหอม

ต้มเนื้อเปื่อย
ภาพประกอบ thescottishbutcher.com

การปรุงเนื้อให้นุ่มมีอยู่หลายวิธี ในโรงงานขายเนื้อมีวิธีเก็บเนื้อให้นุ่มโดยจะใช้วิธีแขวนเนื้อไว้ในที่เย็น อุณหภูมิประมาณ 35 องศาฟาเรนไฮด์ แขวนไว้ประมาณ 2-3 อาทิตย์เนื้อก็จะนุ่ม การบดการทุบเนื้อก่อนที่จะสับก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เนื้อขาดจากกัน การใช้เกลือหมักก็จะทำให้เนื้อนุ่มได้เช่นกัน แต่ที่นิยมกันมากก็คือ ก่อนต้มเนื้อให้นำเนื้อที่เตรียมไว้มาคลุกกับน้ำสับประรดแล้วหมักทิ้งไว้ 20-30 นาทีก่อนจึงจะนำไปต้ม ถ้าเป็นการย่าง ให้นำเนื้อที่เตรียวไว้ไปคลุกด้วยยางมะละกอจากนั้นหมักไว้สักพักหนึ่งจึงนำไปย่าง หรือจะใช้ใบมะละกอห่อเนื้อแล้วย่าง ยางของใบมะละกอก็จะซึมเข้าไปในเนื้อ จะทำให้เนื้อเปื่อยเร็วขึ้น การต้มเนื้อให้มีกลิ่นหอมดับกลิ่นคาวของเนื้อ ให้ใช้รากผักชีพริกไทยบุบพอแตก ใส่เกลือป่นเล็กน้อยลงไปในหม้อต้มเนื้อขณะที่กำลังเดือดจึงใส่เนื้อตามลงไป ลดไฟเคี่ยว ปิดฝา ตั้งไฟอ่นเคี่ยวให้เนื้อเปื่อย คอยหมั่นช้อนฟองทิ้ง ถ้าจะใส่เครื่องเทศ เช่นกานพลู โป๊ยกั้ก ให้นำไปคั่วไฟให้หอมเสียก่อนจึสงใส่ลงไป เมื่อเนื้อเปื่อยดีแล้วให้ตักเครื่องเทศออก ถ้าให้สะดวกก่อนใส่เครื่องเทศให้นำผ้าขาวบางมาห่อเครื่องเทศ ผูกด้วยเชือกให้แน่น เวลาตักออกจะได้สะดวกขึ้น

 

วิธีปรุงอาหารประเภทปลาและกุ้งไม่ให้เหม็นคาว

เหม็นคาวกุ้ง
ภาพประกอบ jefemme.it

การปรุงอาหารที่มีกุ้งและปลาเป็นส่วนผสม มักจะเจอปัญหาคือมีกลิ่นเหม็นคาวของปลาและกุ้ง ปลาทุกชนิดมีไขมันอยู่ไม่เท่ากัน ปลาที่มีไขมันสูงจะมีกลิ่นคาวจัด เช่น ปลาสวาย มีไขมันสูงถึงร้อยละ 5 ปลาช่อนมีไขมันร้อยละ 2 ส่วนกุ้งบริเวณที่เหม็นคาวคือส่วนหัว การปรุงอาหารจึงต้องเด็ดหัวกุ้งออก กลิ่นคาวจะน้อยลง การปรุงอาหารที่ถูกต้องก็สามารถช่วยได้ เช่น ถ้าเรานำกุ้งหรือปลาไปผัดหรือต้มยำควรใช้ไฟแรง เวลาผัดให้ผัดเร็วๆ ส่วนต้มหรือต้มยำ จะต้องให้น้ำเดือดพล่านก่อน จึงใส่ปลาหรือกุ้ง ห้ามใช้ช้อนคน รีบปิดฝาปล่อยให้เดือด กลิ่นคาวก็จะไม่หลงเหลืออยู่เลย การต้มปลา ถ้าต้องการให้ปลามีเนื้อขาวน่ารับประทาน ให้ใส่น้ำส้มสายชูหรือมะนาวเพียงเล็กน้อยลงในน้ำต้ม เนื้อปลาก็จะมีสีขาวตามต้องการ การทอดปลาไม่ให้มีกลิ่นคาวก็เช่นกัน ต้องทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด เพื่อป้องกันในน้ำเดือดไฟแรง เป็นการป้องกันกลิ่นคาว ปลานึ่งควรวางตะแกรงรองลังถึงก่อนใส่ปลา วางน้ำส้มสายชูและเกลืออย่างละ 1 ช้อนชาที่ตัวปลาก่อนนึ่งไฟแรงเช่นกัน

 

วิธีเลือกซื้อเนื้อไก่ และเป็ด

วิธีเลือกซื้อเนื้อไก่
ภาพประกอบ oknation.net

เนื้อไก่จะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับเนื้อสัตว์อื่นๆ เป็นที่นิยมรับประทานกันมาก เพราะนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนแล้ว ยังมีเกลือแร่ปริมาณไขมันต่ำ เนื้อส่วนออกจะมีวิตามินบี1 สูง การเลือกซื้อไก่ ควรเลือกซื้อตัวอ้วนและสด โดยใช้มือกดตรงหน้าอกจะนูนแน่นเป็นสีชมพู บางเจ้าเป่าลมไว้ถ้าเอามือกดจะแฟบทันทีและต้องดูว่าเป็นไก่แก่หรือไก่อ่อน ถ้าเป็นไก่แก่ จะพบว่าปลายเล็บมนหนังใต้อุ้งเท้าจะหนาและแข็ง เดือยจะยาว ไก่อ่อน เล็บจะแหลม หนังใต้อุ้งเท้าจะบาง เดือยสั้น ถ้าเป็นไก่สาวจะไม่มีเดือย ไก่ที่สมบูรณ์หน้าอกจะหนาและนุ่ม หนังสดใส ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีรอยจ้ำๆ ตามลำตัว สำหรับไก่ควรกินไก่อ่อน สำหรับเป็ดควรกินอายุขนาดกลาง ถ้าเป็ดอ่อนจะมีขนอ่อนมาก เป็นส่วนใหญ่จะขายทั้งตัวไม่นิยมตัดแยกออกเป็นส่วนๆ เหมือนไก่ ในปัจจุบันผู้ขายมักจะแยกชิ้นส่วนออกเป็นปีกไก่ อก น่อง กระดูก เท้า การเลือกซื้อเป็ดควรเลือกซื้อปากและตีนสีเหลือง ถ้าเป็ดแก่ ตีนจะเป็นสีดำ เนื้อจะเหนียวและมีกลิ่นเหม็นสาบ ไม่ควรนำมารับประทาน

 

วิธีเลือกซื้อปลาหมึก

 

วิธีเลือกซื้อปลาหมึก
ภาพประกอบ bloggang.com

ปลาหมึกที่นิยมนำมารับประทานกันก็จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ ปลาหมึกกระดอง และปลาหมึกกล้วย ควรเลือกซื้อปลาหมึกตัวขนาดกลาง  เลือกให้เหมาะสมกับอาหารแต่ละชนิด ปลาหมึกกล้วย ตัวจะกลมเป็นถุง มีเยื่อบางๆ หุ้มตัว สีจะออกน้ำตาล ส่วนข้างที่มีลักษณะคล้ายปีกสีจะเข้ม ปลาหมึกกระดอง ลักษณะตัวใหญ่ สีขาว ปลาหมึกสดมีลักษณะลำตัวแข็ง หนวดแข็ง ตาสดใส ตัวจะสะอาด ไม่มีน้ำหมึกออกมาข้างนอกเยื่อบางๆ คงหุ้มตัวปลาหมึกตามปกติจะไม่ฉีกขาด ไม่ควรซื้อปลาหมึกที่ลอกเอาเยื่อบางๆ ออกแล้ว อาจจะเป็นปลาหมึกไม่สด และมีการแช่สารบางอย่างอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรซื้อแล้วเอากลับมาลอกที่บ้านเองจะดีกว่า ถ้าปลาหมึกสดจะลอกได้ง่ายมาก ถุงน้ำหมึกและกระดองควรอยู่ครบไม่แตกหรือฉีกขาด กลิ่นไม่เหม็นคาวจัด หัวจะติดกับลำตัวแน่น ถ้าไม่สดหัวจะหลุดออกมาเอง ลำตัวจะนิ่มมาก

 

เคล็ดลับการเลือกซื้อผักสด

วิธีเลือกซื้อผัก
ภาพประกอบ oknation.net

ผักที่นำมาประกอบอาหารในชีวิตประจำวันมีมากมายหลายชนิด บางชนิดใช้ใบ บางชนิดใช้ราก ใช้ผล ใช้เมล็ด ใช้ยอดอ่อน หน่อหรือลำต้น ฯลฯ หลักในการเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อผักตามฤดูกาล จะได้ผักที่ดีมีคุณภาพ ราคาถูก โดยดูจากขนาด สี รูปร่าง ความอ่อนแก่ และความสะอาดไม่มีตำหนิ

– ผักที่ใช้ใบและลำต้น เช่นผักคะน้า ผักกาดหอม ผักกาด ฯลฯ เลือกต้นที่มีสีเขียวสด ไม่ช้ำ ไม่เหี่ยว ต้นอวบใหญ่ ใบติดโคนแน่น

– ผักที่เป็นฝัก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วแขก ฯลฯ เลือกฝักอ่อนๆ สีเขียว เนื้อแน่น ไม่ฝ่อ ฝักแก่จะมีสีนวลไม่ควรซื้อ

กะหล่ำปลี เลือกซื้อที่มีน้ำหนัก หัวแน่นๆ- หัวไชเท้า เลือกหัวที่มีน้ำหนัก ไม่ฝ่อ ขนาดกลางๆ  ผิวเรียบ

เผือก, มัน เลือกหัวที่มีน้ำหนักมากๆ ไม่มีแมลงกันด หรือหนูแทะ เนื้อแน่น ผิวเรียบ ใหม่และสด ไม่เหี่ยว

มะเขือเปราะ มะเขือยาว เลือกขั้วติดแน่น สีสด มีน้ำหนัก ไม่เหี่ยว ไม่มีรอยตำหนิ

ฟักทอง ฟักเขียว ฟักทองเลือกลูกที่มีน้ำหนักมาก ผิวเปลือกขรุขระ เนื้อจะแน่นกว่าผิวเรียบ เลือกที่ไม่แก่จัดและไม่อ่อนรสชาติจะอร่อย ฟักทองแก่ผิวจะคล้ำออกสีน้ำตาล ควรเลือกสีเขียวเข้ม ส่วนฟักเขียว ควรเลือกกลางๆ ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป เนื้อจะแน่น ถ้าแก่เนื้อจะเบาเปลือกหนาแข็ง

มะนาว เลือกที่มีสีเข้ม เปลือกบาง ผิวเรียบ ไม่เหี่ยว มะนาวสุกจะมีสีเหลือง ไม่นิยมใช้กัน