“ถั่งเช่า” มหัศจรรย์สมุนไพรจีน

ถั่งเช่า

หลายคนคงรู้จักถั่งเช่าจากสื่อต่างๆ มาบ้างแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ถั่งเช่ามีสรรพคุณอะไรบ้าง และมีที่มาอย่างไร วันนี้ Pitchaya.net จะมาขยายความให้ฟัง โดยอ้างอิงข้อมูลจาก ศ.ดร.มณจันทร์ เมฆธน หัวหน้าภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

“ถั่งเช่า” เป็นสมุนไพรจีน พบได้บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่สี่พันเมตรขึ้นไป เกิดจากหนอนผีเสื้อบนที่ราบสูงธิเบต ซึ่งจะจำศีลในฤดูหนาว จากนั้นจะถูกปรสิตที่เกิดจากสปอร์ของเห็ดราในสกุล OPHIOCORDYCEPS อาศัยและสร้างเส้นใยออกมาจนเต็มตัวหนอนและทำให้หนอนตายในที่สุด และเมื่อถึงฤดูร้อนเชื้อราที่อยู่ในตัวหนอนก็จะเจริญเติบโตมีลักษณะคล้ายต้นหญ้า กลายเป็นที่มาของ “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า “

พบมาก ในเขตซองโควในทิเบต  แถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย บริเวณภาคใต้ของมณฑลชิงไห่ และมณฑลกานซู จะทำการเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ โดยจะทำความสะอาดด้วยการล้างน้ำและตากให้แห้งก่อนที่จะนำมาทำเป็นสมุนไพร

สรรพคุณของถั่งเช่า

  • บำรุงไต ลดอาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งต่อมไทรอยด์
  • ลดอาการภูมิแพ้
  • ลดอาการอ่อนเพลียสำหรับผุ้ที่ทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • บำรุงเลือด  และช่วยปรับสมดุลการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง
  • เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
  • ลดปริมาณผมร่วง
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://ถั่งเช่ามเกษตร.com/

ลำไยอบแห้ง – ผลไม้มงคลที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ลำไย

ถ้าพูดถึง “ลำไย” ผลไม้ท้องถิ่นที่นิยมปลูกในภาคเหนือของประเทศไทย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงลำไยสด แต่เมื่อพูดถึง ลำไยอบแห้ง หลายคนอาจไม่รู้จัก วันนี้ Pitchaya.net มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับลำไยอบแห้งมาฝาก

เนื่องจากความนิยมในการปลูกลำไยในพื้นที่ภาคเหนือที่มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหา ลำไยล้นตลาด ผลผลิตตกต่ำเป็นจำนวนมาก เกษตรกรจึงรวมตัวกันหาทางออกโดยการแปรรูปลำไยสดเป็นลำไยอบแห้งที่มีคุณภาพสูง เพื่อเป็นการยืดอายุการเก็บรักษาลำไยสด และทำการแปรรูปในเชิงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ขั้นตอนการแปรรูปลำไยสดเป็นลำไยอบแห้งเริ่มต้นจากการคัดเลือกลำไยสด ล้างทำความสะอาด คว้านลำไยด้วยตุ๊ดตู่ ปอกเปลือก และนำเข้าตู้อบด้วยลมร้อนเป็นเวลา 8-9 ชั่วโมง

ลำไยสด 7 กิโลกรัม หลังจากทำการแปรรูปเรียบร้อยแล้ว จะได้ลำไยอบแห้งสีทอง 1 กิโลกรัม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตลำไยได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนลำไยจึงนิยมนำลำไยสดมาแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งกันมากขึ้น

ลำไยอบแห้งถือเป็นผลไม้มงคลของชาวจีน เนื่องจากลักษณะของลำไยคล้ายกับดวงตาของมังกรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความรัก และวาสนา จึงมีความเชื่อว่าหากได้บริโภคลำไยจะทำให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง นอกจากนี้ลำไยอบแห้งยังมีสรรพคุณในทางยา แพทย์แผนโบราณของจีน จึงนิยมนำลำไยอบแห้งมาผสมในตัวยาด้วย

ในลำไยอบแห้ง มีวิตามิน และเกลือแร่ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถทานเป็นของว่าง นำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นเครื่องดื่ม “น้ำลำไย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เวบไซต์ : ลำไยอบแห้ง.com

เราปิดท้ายด้วยสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม ที่ใช้ลำไยอบแห้งเป็นส่วนประกอบนะคะ

ใบย่านางสมุนไพรพื้นบ้าน

ใบย่านาง
ภาพ : theactkk.net

ใบย่านาง สมุนไพรพื้นบ้านที่เรารู้จักกันดี นอกจากจะนำมาประกอบอาหารแล้ว ยังมีสรรถคุณมากมาย ได้แก่ ลดความอ้วน, แก้โรคเบาหวาน, ความดัน, หัวใจ, มะเร็ง, ภูมิแพ้, ร้อนใน, ไซนัสจมูกตัน, ไมเกรน, ริดสีดวงทวาร,ปอดร้อน, นอนกรน, กรดไหลย้อน ฯลฯ เรามาดูวิธีทำน้ำใบย่านาง เพื่อสุขภาพกันดีกว่าค่ะ

วิธีทำน้ำใบย่านาง

นำใบย่านาง 30-50ใบ ต่อน้ำ4 ลิตรครึ่ง ผสมใบเตย-10ใบ, หญ้าม้า10ใบ(ใบคล้ายใบอ้อย มีรสหวาน), ใบอ่อมแซบ(เบ็ญจรงค์) ประมาณ1หยิบมือ(10ยอด) (หากมีแต่ใบย่านางกับใบเตย อย่างอื่นหาไม่ได้ 2 อย่างก็ใช้ได้คะ) ขยี้กับน้ำสะอาด หรือปั่นด้วยเครื่องมือหมุน หรือใช้เครื่องไฟฟ้าชนิดเกลียว (ถ้าใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ที่ใช้ใบมีดปั่น ให้ใส่น้ำแข็ง5-7 ก้อน เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนในขณะปั่น ความร้อนจะทำลายเอ็นไซท์) ใส่น้ำเกือบเต็มโถปั่น ปั่นประมาณ30 วินาที หรือ 45 วินาที แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง หรือตะแกงตาถี่ (ที่ร่อนแป้งด้ามพาสติก) กากนำมาปั่นซ้ำ ได้อีก 7-8ครั้ง หรือจนกว่าจะหมดเขียว กรองเอาแต่น้ำสีเขียว ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน เก็บไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้ 4-5วัน ถ้ารสชาดเปลี่ยนสรรพคุณจะเริ่มเสื่อมแล้ว ถ้าเสียแล้วจะเริ่มมีรสเปรี้ยว

ควรดื่มวันละ1.5 ลิตรขึ้นไป ผู้ป่วยเบาหวานน้ำตาลจะลดลง เหมือนคนปกติทั่วไป  คนที่เป็นเบาหวาน ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เหตุที่ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เพราะร่างกายเกิดภาวะร้อนเกินไป ระบบการทำงานของร่างกายจึงป้องกันตนเอง ไม่ให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน เพื่อไม่ให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (หากร่างกายเผาผลาญน้ำตาลร่างกายจะยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก)  น้ำตาลเมื่อไม่ถูกเผาผลาญก็อยู่ในกระแสเลือด แต่ร่างกายนำไปใช้ไม่ได้ เซลล์จึงขาดน้ำตาล มีอาการอ่อนเพลียง่าย จึงต้องแก้ด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็น ใบย่านางมีฤทธิ์เย็นมาก เมื่อร่างกายได้เย็นลงแล้ว ระบบการทำงานของร่างกายจะสั่งตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน มาเผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ และเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน เซลล์เมื่อได้รับน้ำตาลและใช้น้ำตาลได้ อาการอ่อนเพลียจึงหายไป

 

น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชู
ภาพประกอบ office.bangkok.go.th

น้ำส้มสายชู เป็นเครื่องปรุงรสที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาตินับตั้งแต่ยุคโบราณ ผู้คนทั่วโลกยอมให้แบคทีเรีย เปลี่ยนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของตนให้กลายเป็นน้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูหมักธรรมชาติแต่ละชนิดมีรสชาติ กลิ่น และสีสันแตกต่างกันไปนั้น ได้มาจาก น้ำอ้อย กากน้ำตาล ผลไม้หรือธัญพืช น้ำส้มสายชูสำคัญอย่างยิ่งต่อการถนอมอาหาร และมีบทบาทสำคัญในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและเวชภัณฑ์ น้ำส้มสายชูทุกชนิดต่างมีความเป็นกรดที่เปรี้ยวเข็ดฟัน จนช่วยให้ปุ่มรับรสที่เฉื่อยชากลับมาสดชื่นและกระตุ้นความอยากอาหารได้

ประเภทของน้ำส้มสายชู

1 . น้ำส้มสายชูหมัก คือน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมัก เมล็ดธัญพืชเช่น ข้าวข้าวโพด ผลไม้ เช่น สับปะรด แอ๊ปเปิ้ล หรือ น้ำตาล กากน้ำตาล (molass) วัตถุดิบที่มี น้ำตาล (sugar) เช่น ผลไม้ต่างๆ เป็นอาหารของยีสต์ได้โดยตรง ส่วน วัตถุดิบที่มีสตาร์ซ (starch) เช่น ข้าวจะต้องเปลี่ยนเป็นโมเลกุลของน้ำตาลก่อน

2. น้ำส้มสายชูกลั่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำเอทธิลอัลกอฮอล์กลั่นเจือจาง (Dilute Distilled Alcohol) มาหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู หรือเมื่อหมักแล้วนำไปกลั่น (distillation) หรือได้จากการนำน้ำส้มสายชูหมักมากลั่น น้ำส้มสายชูกลั่นจะต้องมีลักษณะใส ไม่มีตะกอนและมีปริมาณกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4%

3. น้ำส้มสายชูเทียม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำเอากรดน้ำส้ม (Acetic acid) ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นทางเคมี เป็นกรดอินทรีย์มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนมีความเข้มข้นประมาณ 95 % มาเจือจางจนได้ปริมาณกรด 4 – 7% ลักษณะใส ไม่มีสี กรดน้ำส้มที่นำมาเจือจางจะต้องมีความบริสุทธิ์สูงเหมาะสมที่จะนำมาเป็นอาหารได้และน้ำที่ใช้เจือจางต้องเหมาะสมที่จะใช้ดื่มได้

 

เห็ดหอม

เห็ดหอม
ภาพประกอบ beauty.yopi.co.th

เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นอาหารแปลกและรสชาติดีที่สุดอย่างหนึ่งของเอเชีย มีกลิ่นหอมของเนื้อไม้ และเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติในการบำรุงสุขภาพและคุณสมบัติทางยา เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง และสามารถใช้แทนโปรตีนได้

คนโบราณเชื่อกันว่าเห็ดชิตาเกะเป็นยาอายุวัฒนะทำให้ร่างกายแข็งแรงช่วยชะลอความชราได้ คนจีนและคนญี่ปุ่นจึงนิยมรับประทานกันมาก  ย้อนไปในศตวรรษที่ 14 มีบันทึกไว้ว่าแพทย์จีนใช้เห็ดชิตาเกะปรุงเป็นยาอายุวัฒนะทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหวัด โรคหัวใจ แก้พิษงู และต้านการเติบโตของเนื้อร้าย  มีงานวิจัยหลายชิ้นในญี่ปุ่นพบว่า เห็ดชิตากะ มีสารสำคัญที่มีชื่อว่า อิริตาดีนีน (eritadenine) ซึ่งทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์และมีสารเลนติแนน (lentinan) ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ยับยั้งหรือป้องกันการเติบโตของเซลล์เนื้องอกต่าง ๆ ได้ดี นักวิจัยสมัยใหม่ซึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดชิตาเกะ ก็พบว่า เห็ดชิตาเกะมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้านโรคมะเร็งและโรคร้ายต่าง ๆ จากเชื้อไวรัส

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

  1. เห็ดหอมแห้งมีโปรตีนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นทั้ง 8 ชนิด เห็ดหอมอุดมไปด้วย กรดอะมิโนลิวซีน และไลซีน ซึ่งไม่มีในธัญพืชหลายชนิด มีกรดกลูตามิกปริมาณสูง ซึ่งกรดชนิดนี้ถือกันว่าเป็น อาหารสมอง เนื่องจากสามารถกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท และยังนำโพแทสเซียมเข้าสู่สมองอีกด้วย
  2. เป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่หลายชนิด รวมถึงวิตามินบี 12 ที่หายาก นอกจากนั้นยังมี ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน ทองแดง โพแทสเซียม เซเลเนียม สังกะสี เส้นใยอาหารและเอนไซม์ต่างๆ เห็ดหอมยังมีเออร์โกสเตรอล ซึ่งแสงแดดจะช่วยเปลี่ยนให้เป็นวิตามินดี

 

 

ประโยชน์ดีๆ จากน้ำมันงา

งา (Sesame) มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Sesamum indicum L. เมล็ดงามีประโยชน์ ประกอบด้วยน้ำมันระหว่าง 46.4 – 52.0% มีโปรตีน 19.8 – 24.2% ซึ่งมีสัดส่วนดี จึงเป็นอาหารที่ดี มีสารมีไธโอนีนและทริพโทแฟ็นสูง มีแคลเซี่ยม โปรแตสเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามินบี และเหล็ก น้ำมันงาที่ดีได้มาจากการหีบโดยไม่ใช้ความร้อน (cold pressed) น้ำมันงาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของโมเลกุลน้ำมัน และไม่มีสารเคมีตกค้าง

น้ำมันงา
ภาพประกอบ oknation.net

น้ำมันงานั้นมีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated fatty acids) ระหว่าง 40.9 – 42.0% ชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acids) ระหว่าง 42.5 – 43.3% ซึ่งชนิดหลังนี้ เชื่อว่าช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งและโรคหัวใจ

น้ำมันงามีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย ดังนี้

1.  ช่วยขยายหลอดเลือด

2.  ช่วยลดความดันโลหิต

3.  ป้องกันเกล็ดเลือด (Plate Ket) เกาะกันเป็นลิ่ม ถ้าเกาะกันมากอาจอุดตันหลอดเลือดเล็กๆได้

4.  ยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลมากเกินไป

5.  งามีแคลเซี่ยมสูงทำให้กระดูกแข็งแรงเพิ่มความหนาให้มวลกระดูก

ในงามีแคลเซียมสูงมากกว่าพืชทั่วไปถึง 40 เท่า ทั้งยังมีฟอสฟอรัสมากถึง 20 เท่า สาร 2 ตัวนี้เป็นธาตุสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน จึงควรให้เด็กกินงาจะได้เจริญเติบโต สูงใหญ่ สตรีวัยหมดประจำเดือนก็ควรกินงามากๆ เพราะวัยนี้จะเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนเอสโตเจน ทำให้มีการดึงแคลเซียมาจากกระดูกและฟัน จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกเสื่อม

นอกจากนี้งายังมีวิตามินอี (vitamin E)ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง และเป็นยาอายุวัฒนะทำให้ร่างกายสดชื่น ดูหนุ่ม – สาวและแก่ช้าลง

และที่สำคัญ งามีเลซิติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบไขมันที่สำคัญมากในเซลล์ประสาท ต่อมไร้ท่อ สมอง หัวใจ ไต ควรรับประทานวันละ 1-2 ช้อนชา แล้วตามด้วยน้ำอุ่น จะทำให้จิตแจ่มใส อารมณ์ดี

นอกจากงาจะดีต่อสุขภาพร่างกายของเราแล้ว ยังดีต่อความงามผิวพรรณของเราด้วย น้ำมันงานำมาหมักผมจะทำให้ผมดกดำ ไม่หลุดร่วงง่าย และไม่แตกปลาย น้ำมันงาบำรุงผิวหน้า ผิวกาย นวดตัว จะกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยกักเก็บน้ำไว้ในผิว ทำให้ผิวดูชุ่มชื้น และงายังช่วยฆ่าเชื้อ ดับกลิ่นปาก เพียงอมแล้วกลั้วคอ วันละ 5 นาที จะทำให้ลมหายใจสดชื่น

 

คุณประโยชน์ดีๆ จากน้ำมะพร้าวอ่อน

น้ำมะพร้าวอ่อน
ภาพประกอบ oknation.net

ต้นมะพร้าว อยู่คู่คนไทยมาช้านาน นอกจากนำมาประกอบอาหารคาว-หวาน ได้หลากหลายเมนูแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายที่หลายคนยังไม่รู้ วันนี้ Pitchaya.net มีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับต้นมะพร้าวมาฝากกันนะคะ

ต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง ทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ในดินที่ต้นมะพร้าวดูดขึ้นไปหล่อเลี้ยงลำต้นและลูกมะพร้าว ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆของต้นมะพร้าวกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำและเนื้อมะพร้าวที่ได้จึงบริสุทธิ์มาก น้ำมะพร้าวหรือเนื้อมะพร้าวเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นต้น

ประโยชน์ดีๆ จากน้ำมะพร้าวอ่อน

  • การดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นประจำจะช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เนื่องจากจะกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี
  • การดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนจะมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง
  • น้ำมะพร้าวอ่อน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายจึงช่วย  ให้ผิวพรรณ ผ่องใส
  • สำหรับสตรีวัยทอง หรือกำลังเข้าสู่วัยทอง ควรดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน สัปดาห์ละ 2-3 ลูก จะช่วยทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายสมดุล ทำให้แก่ช้าลง และไม่ต้องทานฮอร์โมนเสริม
  • น้ำมันมะพร้าวและกะทิสามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกินไป คนไทยถือว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงรักษาเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้
  • ช่วยลดอาการก่อนมีรอบเดือน ของสตรีวัยเจริญพันธุ์เช่นอาการปวดศีรษะ  ปวดท้องน้อย
  • การทานน้ำมะพร้าว พร้อมกับเนื้อ ร่างกายจะได้ทั้งเอสโตรเจน และโปรเจสติน ซึ่งจะไปออกฤทธิ์ ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้สิวลดลง ผิวพรรณเรียบเนียน แลดูสุขภาพผิวดีขึ้น  เหมาะสำหรับวัยรุ่นที่เป็นสิว
  • ช่วยตับทำลาย “เอสโทรน” (estrone) ซึ่งเป็นสารที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ให้กลายเป็นสาร  “เอสไทรออล” (estriol) ซึ่งถือว่าเป็นรูปเอสโตรเจนที่ปลอดภัยที่สุด  น้ำมะพร้าวอ่อนสามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้  เพราะจะช่วยรักษาสมดุลเอสโตรเจนได้
  • ลดอาการ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืนในสตรีวัยหมดประจำเดือนนอกจากนี้ การล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวยังทำให้ผิวหน้าสดใสเปล่งปลั่งเนื่องจาก น้ำมะพร้าวประกอบไปด้วยเกลือแร่ และยังเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้สดใสอยู่เสมอ

 

 

 

 

 

มะกรูด สมุนไพรคู่บ้าน

หลายคนคงรู้จักกันดีกับ มะกรูด ที่นอกจากคุณแม่บ้านและคุณพ่อบ้านชอบนำมาปรุงอาหารเพื่อช่วยในการดับกลิ่นของอาหารได้ดีและช่วยเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารได้ดีเช่นเดียวกัน สรรพคุณของใบมะกรูด และ ประโยชน์ของใบมะกรูด ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะในใบมะกรูดก็จัดเป็นอีกหนึ่งสมุนไพร ที่มีประโยชน์มากมาย

มะกรูด
ภาพประกอบ smileconsumer.com

มะกรูด จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีใบสีเขียวแก่ พื้นผิวใบเรียบเป็นมันค่อนข้างหนา และมีกลิ่นหอมมาก เพราะที่ใบมะกรูดจะมีต่อมน้ำมันอยู่ ส่วนผลของมะกรูดจะมีสีเขียวเข้มคล้ายมะนาว แต่ผิวภายนอกจะขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด แต่หากเป็นพันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก และมีรสเปรี้ยว

มาดูประโยชน์จากมะกรูดกันค่ะ

  1. มะกรูดมีสรรพคุณในการไล่แมลง ก็เพราะในมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย Cilronellal อยู่จำนวนมาก ทั้งที่ผิวและใบ รวมทั้งยังมีกรดซิตริกในน้ำของผลมะกรูด และยังมีสารประกอบอินทรีย์อื่น ๆ เช่น Sabinene  Citronellyl-Floetate , Citronella , Linalool , Iso-pulegol ซึ่งช่วยขับไล่แมลงต่าง ๆ รวมทั้งยุงได้อย่างดี โดยใช้ใบมะกรูด สัก 3-4 ใบ ต่อข้าว 1 ถัง ใส่ลงไปในถังข้าวสาร และหากใบมะกรูดแห้งแล้ว ก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงเท่านี้แมลงมอดทั้งหลายก็ไม่มารบกวนแล้ว
  2. ใบมะกรูดช่วย ขับลม ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี แต่ถ้ารู้สึกเครียด ๆ ก็เอาใบมะกรูดมาฉีก ๆ แล้วดมก็ทำให้ผ่อนคลายได้  เพราะในใบมะกรูดจะมีสารบางตัวทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี เมื่อนำน้ำอุ่นใส่ภาชนะฉีกใบมะกรูดลงในน้ำอุ่นแช่เท้าหรือมือไว้สักพัก กลิ่นใบมะกรูดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย บวกกับน้ำอุ่นก็จะทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นสบายตัวดีด้วย
  3. ใช้ในการรักษาเส้นผมให้สวย ดกดำ และเงางาม รวมถึงดูแลหนังศรีษะให้สุขภาพดี โดยการคั้นน้ำมะกรูด 4-5 ลูก มาสระผมแทน แชมพู ก็จะทำให้หนังศีรษะแข็งแรง
  4. ขับลมแก้จุกเสียด ตัดจุกผลมะกรูดคว้านไส้กลางออกเอามหาหิงส์ใส่แล้วปิดจุก นำไปเผาไฟจนดำเกรียมบดเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยขับลม แก้ปวดท้องหรือป้ายลิ้นเด็กอ่อน เป็นยาขับขี้เทาได้
  5. เปลือกมะกรูด นำมาฝนใช้ผสมในเครื่องสำอางบางชนิด เช่น แชมพู สบู่
  6. น้ำมะกรูดใช้ถูฟัน แก้เลือดออกตามไรฟัน

 

สรรพคุณผักรสขม

ผักรสขม
ภาพประกอบ healthmee.com

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” สุภาษิตโบราณที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ความหมายตามพจนานุกรมหมายถึง คำชมมักไร้สาระทำให้ลืมตัวขาดสติ แต่คำติมักเป็นประโยชน์ทำให้ได้คิด เช่นเดียวกันอาหารบางชนิดแม้รสชาติหวานจนน่าติดใจแต่ก็อาจจะนำมาซึ่งโทษและภัยสารพัด วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ผักรสขม 4 ชนิด ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และสรรพคุณทางยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย

1. สะเดา

ทุกส่วนของสะเดามีคุณสมบัติเป็นยาได้  เพราะผักรสขมอย่างสะเดามีประโยชน์ช่วยบำรุงเลือด ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับดี และช่วยรักษาอาการไข้ เรานิยมนำยอดและดอกมาทำอาหาร ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน

2. ขี้เหล็ก

ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสชาติขม ถือเป็นยานอนหลับชั้นดี ช่วยระบายท้องได้ดี บำรุงร่างกาย แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ช่วยลดความดันโลหิต และรักษากามโรค มีสารอาหาร เช่น วิตามินเอและซีค่อนข้างสูง มีเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน ยอดขี้เหล็กมีสารช่วยคลายเครียดทำให้นอนหลับสบาย เมนูขี้เหล็กที่นิยมมีทั้งดอกตูมและใบอ่อน เช่น แกงคั่วใส่กะทิ หรือกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงขี้เหล็กจะอร่อยก็ต้องมีกะทิใส่ปลาย่างหรือหมูสับ กะทิในแกงขี้เหล็กไม่ได้ใส่เพื่อเพิ่มความอร่อยอย่างเดียว แต่มีส่วนในการดึงสารเบต้าแคโรทีนในขี้เหล็กออกมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วย

3. มะระ

ในตำรายาไทยบอกว่ามะระเป็นยาเจริญอาหาร ยาระบาย  บำรุงน้ำดี แก้โรคของม้าม โรคตับ ขับพยาธิ มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงระดู แพทย์จีนเชื่อว่ามะระมีพลังของ ความเย็น ช่วยขับพิษ ช่วยฟอกเลือด บำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง แม่บ้านชาวจีน มักจะปรุงอาหารด้วยมะระ ให้คนในครอบครัวรับประทานยามเป็นสิวที่ใบหน้าและร่างกาย

4. ยอ

เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักดีและบริโภคเป็นอาหารมานานทั้งใบและผลยอมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพ ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายเป็นปกติ เป็นยาระบาย ช่วยขับลม แก้คลื่นเหียนอาเจียน ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงธาตุ ผู้หญิงควรกินลูกยอที่แก่จัดเพื่อบำรุงเลือดลม ปวดท้องประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ คนโบราณเชื่อว่าถ้าเลือดลมดี ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง สดใส ไม่เป็นสิวฝ้า เราจึงควรหาโอกาสทานอาหารที่มียอเป็นส่วนประกอบเพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายเป็นปกติโดยไม่เสียสมดุล

 

ขิง สมุนไพรสารพัดโรค

 

ขิงสด
ภาพประกอบ howtotreatacidreflux.info

ขิง (Ginger) เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อนแต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น โดยขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง รสเผ็ดและมีกลิ่นหอม ยิ่งแก่จะยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอก มีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบ ๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผลมีลักษณะกลมแข็ง

ขิง” เป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาได้สารพัดโรค และอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินบี 1 และ บี 2 และขิงยังมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อได้ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากทานมากจนเกินไปหรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทานนำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติหรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ต้มหอมๆ กลิ่นของมันยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วการดื่มน้ำขิงยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดี  หากเราจิบน้ำขิงระหว่างวันทุกวัน หรือดื่มหลังมื้ออาหารก็จะช่วยสลายไขมันสะสมได้เร็วขึ้น  แต่ถ้าดื่มน้ำขิงและหมั่นออกกำลังกายด้วย ก็จะยิ่งช่วยให้มีรูปร่างที่ดีและมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ดังนั้นเราควรหาน้ำขิงมาดื่มกันดีกว่า